
BGC ตอกย้ำความแข็งแกร่งทำผลงานปี 64 กำไร 523 ล้านบาท
บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส หรือ BGC ตอกย้ำธุรกิจแข็งแกร่ง ชูผลการดำเนินงานปี 2564 ทำรายได้จากการขาย 12,387 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 523 ล้านบาท
นายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ในไทยและภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทฯ สามารถทำผลการดำเนินงานปี 2564 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนและหลายอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตการล็อกดาวน์เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 12,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิทำได้ 523 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่รักษาการเติบโตทั้งรายได้และกำไร มาจากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์ในปี 2564 ที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตลาดและปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขาย ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดที่มีความท้าทายจากการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า อย่างไรก็ตามบริษัทฯ สามารถขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ ในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทฯได้ขยายการลงทุนโดย (1) เข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท บีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (BGP) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายฟิล์มพลาสติก ฝาพลาสติก ขวด PET หลอดพรีฟอร์ม และ (2) เข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท บางกอกบรรจุภัณฑ์ จำกัด (BVP) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กระดาษ กำลังการผลิตประมาณ 5 หมื่นตันต่อปี เพื่อปรับโมเดลธุรกิจสู่ Total Packaging Solutions ที่มีบรรจุภัณฑ์พร้อมบริการที่หลากหลาย จากเดิมที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้ว ส่งผลดีต่อการเพิ่มยอดขายสินค้าจากบรรจุภัณฑ์อื่น และสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ประชุม (บอร์ด) จึงมีมติเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 เพื่อพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2564 ในอัตรารวม 0.48 บาทต่อหุ้น โดยก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้ว 3 ครั้ง จากงวดผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 2/2564 และ 3/2564 ในอัตรา 0.13 บาทต่อหุ้น 0.12 บาทต่อหุ้น และ 0.11 บาทต่อหุ้นตามลำดับ คงเหลือที่จะต้องจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้อัตรา 0.12 บาทต่อหุ้น เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ และจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 พฤษภาคม 2565
ทั้งนี้ ประเมินว่าในปี 2565 แนวโน้มตลาดบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกจะฟื้นตัวและเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หลังจากคาดการณ์ว่าสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ในฝั่งยุโรปและอเมริกาได้ผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว โดยประเทศแถบยุโรปเริ่มทยอยลดการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ ส่งผลให้ภาคธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ สามารถกลับมาเปิดให้บริการและประชาชนใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งจะส่งผลดีการบริโภคสินค้าและความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น
“จากสถานการณ์ COVID-19 ในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ ที่เริ่มคลายความกังวล คาดว่าจะเห็นเทรนด์ดังกล่าวเกิดขึ้นตามมาในประเทศแถบเอเชีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงคาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะทยอยฟื้นตัวและส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตามความท้าทายในปีนี้คือการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตเพื่อรับมือราคาวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯได้เพิ่มสัดส่วนการใช้เศษแก้วในเตาหลอมเพื่อลดการใช้พลังงาน และเพิ่มประเภทพลังงานที่ใช้เพื่อกระจายความเสี่ยง รวมถึงนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอุณหภูมิในเตาหลอมแก้ว ช่วยลดความสูญเสียของพลังงาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายศิลปรัตน์ กล่าว







