
กฟผ.แนะรัฐเลิกตรึงค่าเอฟที
กฟผ.วอนรัฐทบทวนมาตรกาตรึงค่าเอฟทีหลังสิ้นสุดเดือนส.ค.53 เชื่อเศรษฐกิจเริ่มดีควรปล่อยตามกลไกล่าสุดแบกภาระอุ้มค่าไฟไปแล้ว 1.59 หมื่นล้านบาท
กฟผ.วอนรัฐทบทวนมาตรกาตรึงค่าเอฟทีหลังสิ้นสุดเดือนส.ค.53 เชื่อเศรษฐกิจเริ่มดีควรปล่อยตามกลไกล่าสุดแบกภาระอุ้มค่าไฟไปแล้ว 1.59 หมื่นล้านบาท
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ถึงนโยบายกการบริหารงาน ว่า หากเป็นได้รัฐบาลควรจะทบทวนมาตรการตรึงอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนส.ค. 2553 โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไกต้นทุนเชื้อเพลิงจริงเพราะเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น และที่ผ่านมากฟผ.ได้เข้ามาช่วยแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงจากนโยบายตรึงราคาจนมียอดสะสม 1.59 หมื่นล้านบาท
ส่วนกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรคกูเรเตอร์) ออกมาให้ความเห็นจะขยายระยะเวลาการตรึงค่าเอฟทีไปจนถึงสิ้นปี 2553 นั้น ยอมรับว่าการกำหนดค่าเอฟทีเป็นหน้าที่ของเรคกูเรเตอร์ แต่มาตรการตรึงค่าเอฟทีควรเป็นแค่ชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเท่านั้น
“ผมหวังว่าถ้าเศรษฐกิจของประเทศเริ่มคลี่คลาย ก็น่าจะปล่อยค่าไฟให้สะท้อนเชื้อเพลิงจริงได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลและเรคกูเรเตอร์จะพิจารณาอย่างไร เพราะหากกฟผ.ยังต้องเข้าไปอุดหนุนค่าไฟ อาจจะทำให้เสียเครดิตกฟผ.และเครดิตประเทศ เมื่อต้องไปกู้เงิน อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลมีนโยบายตรึงค่าไฟฟ้าในระยะยาวจริงควรจะตั้งเป็นกองทุนพยุงค่าไฟลักษณะคล้ายกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเข้ามาดูแลโดยเฉพาะ”นายสุทัศน์ กล่าว
สำหรับนโยบายการบริหารงานของกฟผ.ในอนาคต จะให้ความสำคัญใน 5 ด้าน คือ 1. ผลักดันให้กฟผ.เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงเทียบกับองค์กรชั้นนำระดับสากล 2. พัฒนาธุรกิจหลักและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องสู่ระดับเวทีนานาชาติ เช่นส่งเสริมให้บริษัทกฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล ไปลงทุนในโครงการในประเทศเยเมน ภูฏาน พม่า ฯ 3.ส่งเสริมกฟผ.ให้เป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม 4. ดำเนินนโยบายต่างๆโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และ 5. ต้องมีหลักธรรมาภิบาล ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้
ด้านนายสหัส ประทักษ์นุกูล รองผู้ว่าการนโยบายและแผนกฟผ. กล่าวว่ากฟผ.แบกรับภาระค่าเอฟทีแทนประชาชนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังไม่รวมอัตราดอกเบี้ยอีก 2,000 ล้านบาท ซึ่งกรณีที่เรคกูเรเตอร์ระบุว่ากฟผ.จะได้รับเงินคืนหมดในปี 2553 นั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของแนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลง มาก จนมีผลให้ค่าไฟแต่ละงวดสามารถปรับลดลงได้ เนื่องจากภาระค่าไฟคิดเป็นสัดส่วนของการขึ้นค่าเอฟทีถึง 30 สต./หน่วย แต่ถ้าราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 80-85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คงไม่สามารถตรึงค่าเอฟทีได้
นางสินีนาภ สิทธิรัตนะรังษี รองผู้ว่าการบัญชีและการเงินกฟผ.กล่าวว่า แผนการเงินของกฟผ.ในปีนี้ กำหนดงบประมาณลงทุนไว้ 3 หมื่นล้านบาท แต่จะไม่ใช้วิธีหาแหล่งเงินทุนด้วยการออกพันธบตร แต่จะระดมเงินผ่านกองทุนสาธารณูปโภคขนาดใหญ่(อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) ตามนโยบายกระทรวงคลัง กำหนดวงเงิน 5,000 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน







