posttoday
กฟผ.แนะรัฐเลิกตรึงค่าเอฟที

กฟผ.แนะรัฐเลิกตรึงค่าเอฟที

18 มกราคม 2553

กฟผ.วอนรัฐทบทวนมาตรกาตรึงค่าเอฟทีหลังสิ้นสุดเดือนส.ค.53 เชื่อเศรษฐกิจเริ่มดีควรปล่อยตามกลไกล่าสุดแบกภาระอุ้มค่าไฟไปแล้ว 1.59  หมื่นล้านบาท

กฟผ.วอนรัฐทบทวนมาตรกาตรึงค่าเอฟทีหลังสิ้นสุดเดือนส.ค.53 เชื่อเศรษฐกิจเริ่มดีควรปล่อยตามกลไกล่าสุดแบกภาระอุ้มค่าไฟไปแล้ว 1.59  หมื่นล้านบาท

นายสุทัศน์     ปัทมสิริวัฒน์  ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ถึงนโยบายกการบริหารงาน ว่า หากเป็นได้รัฐบาลควรจะทบทวนมาตรการตรึงอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนส.ค. 2553  โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไกต้นทุนเชื้อเพลิงจริงเพราะเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น   และที่ผ่านมากฟผ.ได้เข้ามาช่วยแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงจากนโยบายตรึงราคาจนมียอดสะสม 1.59  หมื่นล้านบาท

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรคกูเรเตอร์) ออกมาให้ความเห็นจะขยายระยะเวลาการตรึงค่าเอฟทีไปจนถึงสิ้นปี 2553  นั้น ยอมรับว่าการกำหนดค่าเอฟทีเป็นหน้าที่ของเรคกูเรเตอร์  แต่มาตรการตรึงค่าเอฟทีควรเป็นแค่ชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเท่านั้น 

“ผมหวังว่าถ้าเศรษฐกิจของประเทศเริ่มคลี่คลาย ก็น่าจะปล่อยค่าไฟให้สะท้อนเชื้อเพลิงจริงได้   ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลและเรคกูเรเตอร์จะพิจารณาอย่างไร   เพราะหากกฟผ.ยังต้องเข้าไปอุดหนุนค่าไฟ อาจจะทำให้เสียเครดิตกฟผ.และเครดิตประเทศ เมื่อต้องไปกู้เงิน  อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลมีนโยบายตรึงค่าไฟฟ้าในระยะยาวจริงควรจะตั้งเป็นกองทุนพยุงค่าไฟลักษณะคล้ายกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเข้ามาดูแลโดยเฉพาะ”นายสุทัศน์ กล่าว 

สำหรับนโยบายการบริหารงานของกฟผ.ในอนาคต จะให้ความสำคัญใน 5 ด้าน คือ 1. ผลักดันให้กฟผ.เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงเทียบกับองค์กรชั้นนำระดับสากล 2.  พัฒนาธุรกิจหลักและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องสู่ระดับเวทีนานาชาติ เช่นส่งเสริมให้บริษัทกฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล ไปลงทุนในโครงการในประเทศเยเมน ภูฏาน พม่า ฯ 3.ส่งเสริมกฟผ.ให้เป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อม  4.  ดำเนินนโยบายต่างๆโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม  และ 5.  ต้องมีหลักธรรมาภิบาล ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้

ด้านนายสหัส ประทักษ์นุกูล รองผู้ว่าการนโยบายและแผนกฟผ.  กล่าวว่ากฟผ.แบกรับภาระค่าเอฟทีแทนประชาชนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทซึ่งยังไม่รวมอัตราดอกเบี้ยอีก  2,000 ล้านบาท  ซึ่งกรณีที่เรคกูเรเตอร์ระบุว่ากฟผ.จะได้รับเงินคืนหมดในปี 2553  นั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของแนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลง มาก จนมีผลให้ค่าไฟแต่ละงวดสามารถปรับลดลงได้ เนื่องจากภาระค่าไฟคิดเป็นสัดส่วนของการขึ้นค่าเอฟทีถึง 30 สต./หน่วย   แต่ถ้าราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 80-85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คงไม่สามารถตรึงค่าเอฟทีได้

นางสินีนาภ สิทธิรัตนะรังษี รองผู้ว่าการบัญชีและการเงินกฟผ.กล่าวว่า  แผนการเงินของกฟผ.ในปีนี้ กำหนดงบประมาณลงทุนไว้ 3 หมื่นล้านบาท แต่จะไม่ใช้วิธีหาแหล่งเงินทุนด้วยการออกพันธบตร แต่จะระดมเงินผ่านกองทุนสาธารณูปโภคขนาดใหญ่(อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) ตามนโยบายกระทรวงคลัง กำหนดวงเงิน 5,000 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล