
เอฟทีเอช่วยส่งออกไทย 5 หมื่นล.
สศอ.แจง 6 เดือนแรกส่งออกของไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีลดภาระภาษี 5 หมื่นล้านบาท
สศอ.แจง 6 เดือนแรกส่งออกของไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีลดภาระภาษี 5 หมื่นล้านบาท
นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง"ติดตามการใช้สิทธิประโยชน์ภาคอุตสาหกรรมจากความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ช่วง 6 เดือนของแรกปี 2553" ว่า สศอ.ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
(ทีดีอาร์ไอ) ดำเนินโครงการติดตามผลกระทบและการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ที่ประเทศไทยได้ทำร่วมกับประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ โดยพบว่าไทยมีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภาคส่งออกสูงถึง5.05 หมื่นล้านบาทเพิ่มจากระยะเดียวกันของปีก่อน 1.45 หมื่นล้านบาท
สำหรับข้อตกลงที่ทำให้เกิดการประหยัดภาษีศุลกากรมากที่สุดคือ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า)3.49 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือข้อตกลงไทย-ออสเตรเลีย มูลค่า5,191 ล้านบาท ในขณะที่การนำเข้าได้ใช้ประโยชน์คิดเป็นมูลค่า 2.66 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 1.01 หมื่นล้านบาท โดยความตกลงที่ทำให้เกิดการประหยัดภาษีศุลกากรมากที่สุดคือ อาฟต้า 1.4 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นการค้าเสรีอาเซียน-จีน 6,695 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าผู้ประกอบการใช้สิทธิ์จากเอฟทีเอยังไม่เต็มที่ ซึ่งหากผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอต่างๆจะทำให้ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีศุลกากรในภาคส่งออกมากถึง 9.19 หมื่นล้านบาท ส่วนผู้นำเข้าจะได้รับประโยชน์สูงถึง 4.16 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้การศึกษาการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอเดิมและ เอฟทีเอใหม่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี2553 มีความสำคัญมาก เนื่องจาก ปี 2553เป็นปีแรกที่อัตราภาษีศุลกากรของไทยและประเทศภาคีความตกลงสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ภายใต้เอฟทีเอเดิมลดลงเหลือ 0% ส่วนเอฟทีเอใหม่ที่เพิ่งจะมีผลบังคับใช้สามารถเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ประโยชน์ได้
ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานทีดีอาร์ไอในฐานะหัวหน้าโครงการฯเปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาในรายสินค้าพบว่า สินค้าที่ได้รับประโยชน์จาก เอฟทีเอสูง ทั้งในภาคส่งออกและภาคนำเข้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553ยังคงคล้ายกับในปี 2552 ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เช่น รถยนต์ขนส่งบุคคลความจุกระบอกสูบ 1,000-1,500ซีซีที่ส่งออกไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย และออสเตรเลีย รถยนต์ขนส่งบุคคลน้ำหนักน้อยกว่า 6 ตันที่นำเข้าจากญี่ปุ่นและรถยนต์ขนส่งบุคคลความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,800ซีซีที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เป็นต้น
ส่วนสินค้าส่งออกและนำเข้าของไทยที่ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเอฟทีเอได้อย่างเต็มที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ก็ยังคงคล้ายกับในปี2552 เช่นกัน เช่น ถังเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้ประกอบที่ส่งออกไปมาเลเซียมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังไม่เกิน 37.5 วัตต์ที่ส่งออกไปจีน ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบรถยนต์และยานยนต์อื่นๆ ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นและเสาที่มีโครงประสานกันที่นำเข้าจากอินโดนีเซีย เป็นต้น







