posttoday
เอฟทีเอช่วยส่งออกไทย 5 หมื่นล.

เอฟทีเอช่วยส่งออกไทย 5 หมื่นล.

29 ธันวาคม 2553

สศอ.แจง 6 เดือนแรกส่งออกของไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีลดภาระภาษี 5 หมื่นล้านบาท

สศอ.แจง 6 เดือนแรกส่งออกของไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีลดภาระภาษี 5 หมื่นล้านบาท

นายศิริรุจ     จุลกะรัตน์    ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)  เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง"ติดตามการใช้สิทธิประโยชน์ภาคอุตสาหกรรมจากความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ช่วง  6 เดือนของแรกปี 2553" ว่า    สศอ.ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 

(ทีดีอาร์ไอ) ดำเนินโครงการติดตามผลกระทบและการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ที่ประเทศไทยได้ทำร่วมกับประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ  โดยพบว่าไทยมีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภาคส่งออกสูงถึง5.05 หมื่นล้านบาทเพิ่มจากระยะเดียวกันของปีก่อน 1.45 หมื่นล้านบาท

สำหรับข้อตกลงที่ทำให้เกิดการประหยัดภาษีศุลกากรมากที่สุดคือ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน  (อาฟต้า)3.49 หมื่นล้านบาท  รองลงมาคือข้อตกลงไทย-ออสเตรเลีย มูลค่า5,191 ล้านบาท   ในขณะที่การนำเข้าได้ใช้ประโยชน์คิดเป็นมูลค่า  2.66 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน  1.01 หมื่นล้านบาท โดยความตกลงที่ทำให้เกิดการประหยัดภาษีศุลกากรมากที่สุดคือ อาฟต้า 1.4 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นการค้าเสรีอาเซียน-จีน  6,695 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าผู้ประกอบการใช้สิทธิ์จากเอฟทีเอยังไม่เต็มที่ ซึ่งหากผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอต่างๆจะทำให้ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีศุลกากรในภาคส่งออกมากถึง 9.19 หมื่นล้านบาท   ส่วนผู้นำเข้าจะได้รับประโยชน์สูงถึง 4.16 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้การศึกษาการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอเดิมและ เอฟทีเอใหม่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี2553 มีความสำคัญมาก เนื่องจาก ปี 2553เป็นปีแรกที่อัตราภาษีศุลกากรของไทยและประเทศภาคีความตกลงสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ภายใต้เอฟทีเอเดิมลดลงเหลือ 0%  ส่วนเอฟทีเอใหม่ที่เพิ่งจะมีผลบังคับใช้สามารถเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ประโยชน์ได้

ด้านนายสมเกียรติ   ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานทีดีอาร์ไอในฐานะหัวหน้าโครงการฯเปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาในรายสินค้าพบว่า สินค้าที่ได้รับประโยชน์จาก เอฟทีเอสูง ทั้งในภาคส่งออกและภาคนำเข้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553ยังคงคล้ายกับในปี 2552   ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เช่น รถยนต์ขนส่งบุคคลความจุกระบอกสูบ 1,000-1,500ซีซีที่ส่งออกไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย และออสเตรเลีย    รถยนต์ขนส่งบุคคลน้ำหนักน้อยกว่า 6 ตันที่นำเข้าจากญี่ปุ่นและรถยนต์ขนส่งบุคคลความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,800ซีซีที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เป็นต้น

ส่วนสินค้าส่งออกและนำเข้าของไทยที่ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเอฟทีเอได้อย่างเต็มที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 ก็ยังคงคล้ายกับในปี2552 เช่นกัน เช่น ถังเชื้อเพลิงที่ยังไม่ได้ประกอบที่ส่งออกไปมาเลเซียมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังไม่เกิน 37.5 วัตต์ที่ส่งออกไปจีน   ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบรถยนต์และยานยนต์อื่นๆ ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นและเสาที่มีโครงประสานกันที่นำเข้าจากอินโดนีเซีย เป็นต้น

 

 

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก