posttoday
หุ้นธุรกิจส่งออกโภคภัณฑ์ แนวโน้มดีรับจีนขึ้นดอกเบี้ย ปล่อยหยวนแข็ง

หุ้นธุรกิจส่งออกโภคภัณฑ์ แนวโน้มดีรับจีนขึ้นดอกเบี้ย ปล่อยหยวนแข็ง

18 มกราคม 2553

นักวิเคราะห์ ประเมินผลจากการที่จีนปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย และปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็ง ส่งผลดีต่อการส่งออกไทย แนะลงทุนในบริษัทส่งออกโภคภัณฑ์

นักวิเคราะห์ ประเมินผลจากการที่จีนปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย และปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็ง ส่งผลดีต่อการส่งออกไทย แนะลงทุนในบริษัทส่งออกโภคภัณฑ์

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ถึงผลของการปรับขึ้นดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 3 เดือน มีสาเหตุจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง การเกินดุลการค้า และการไหลเข้าของเงินทุนจำนวนมหาศาล เป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารกลางของประเทศจีนจะต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนประเทศอื่นๆในเอเชีย รวมถึงปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ สำหรับประเทศไทยนั้น ความเสี่ยงด้านราคาสินทรัพย์เฟ้อมีน้อยกว่าจีน จึงส่งผลให้แรงกดดันที่จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีน้อยกว่าจีน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราแลกเปลี่ยน และคาดว่าผู้ส่งออกไทยจะได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินหยวน

สัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางประเทศจีนได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 3 เดือน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มครั้งแรกนับจากกลางเดือนสิงหาคมปี 2552 โดยล่าสุดได้ปรับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเพิ่มขึ้น 4.04 Basis Point จากสัปดาห์ก่อนหน้า จาก 1.3280% เป็น 1.3684% การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว รวมถึงการที่ธนาคารกลางของจีนดูดเม็ดเงินออกจากตลาดเงินในสัปดาห์ที่แล้วเป็นจำนวนสุทธิ 1.37 แสนล้านหยวน ซึ่งสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์ ทำให้เกิดความกังวลว่ารัฐบาลจีนอาจจะกำลังเตรียมถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ความกังวลดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์เนื่องจากเกรงว่าความต้องการใช้เหล็ก ทองแดง และ สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆในประเทศจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกอาจลดลงหากธนาคารกลางของจีนหันมาให้นโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น ทั้งนี้ธนาคารกลางของจีนได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.31% มาตั้งแต่ปลายปี 2551 หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 5 ครั้งติดต่อกันในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี ส่งผลให้สินเชื่อของธนาคารในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2552 มีสูงเป็นประวัติการถึง 9.12 ล้านล้านหยวน หรือ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

จีนต้องการกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจโดยไม่ก่อให้เกิดราคาสินทรัพย์เฟ้อ

เราเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะยังไม่ถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเร็วๆนี้อย่างที่ตลาดเป็นกังวล เนื่องจากที่ผ่านมาทางการจีนได้แสดงให้เห็นหลายครั้งว่าต้องการที่จะรักษาการฟื้นตัวของการส่งออกและการเติบโตของเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายทางการคลังและการผ่อนปรนในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ดี สิ่งที่จีนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นก็คือการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้นและราคาสินทรัพย์ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่การเติบโตของสินเชื่อพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงกว่า 50%

เราเชื่อว่ามาตรการข้างต้นถูกนำมาใช้เพื่อลดสภาพคล่องส่วนเกินในระบบ เพื่อป้องกันภาวะราคาสินทรัพย์เฟ้อ แต่อย่างไรก็ตามประเทศจีนก็ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายทางการเงินและการคลังแบบขยายตัว เพราะผลการสำรวจล่าสุดโดย Chinese Academy of Social Sciences พบว่าอัตราการว่างงานของประเทศจีนอยู่ในระดับสูงถึง 9.4% สูงกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการของสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนซึ่งอยู่ที่ 4.0% 

IMF คาดการว่าเงินสำรองระหว่างประเทศของจีนในปี 2552 เพิ่มขึ้นจาก 2.90 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2551 เป็น 2.24 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงเป็นประวัติการ ในขณะเดียวกัน Ernst & Young คาดการว่ามูลค่าของหุ้น IPO ในปี 2552 มีสูงถึง 1.18 แสนล้านหยวน (1.73 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งสูงเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่ามีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมหาศาลอยู่ในระบบเศรษฐกิจของจีน

จีนมีแนวโน้มปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย และปล่อยให้หยวนแข็งค่า

นอกจากมาตรการข้างต้นแล้ว เชื่อว่ายังจะมีมาตรการอื่นๆที่ธนาคารกลางของจีนจะนำมาใช้เพื่อจัดการสภาพคล่องส่วนเกิน ในขณะที่ยังคงใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว เชื่อว่าธนาคารกลางของจีนก็จะต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3/53 ซึ่งเป็นช่วงที่อุปทานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นมาแล้ว โดย IMF คาดว่า GDP ของจีนจะเติบโตในอัตรา 8.5% ในปี 2552 และ 9.0% ในปี 2553

ในขณะเดียวกันการไหลเข้าของเงินทุนจำนวนมหาศาล รวมถึงการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง จะทำให้จีนต้องปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น หลังจากที่ได้ใช้นโยบายป้องกันการแข็งค่าของเงินหยวนมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2551

การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนส่งผลบวกต่อผู้ส่งออกไทย

แม้จีนอาจจะยังไม่ต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เราเชื่อว่าจีนจะต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยก่อนประเทศอื่นๆในเอเชียรวมทั้งประเทศไทยเพื่อป้องกันและรับมือกับภาวะเงินเฟ้อซึ่งจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความยืดหยุ่นในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนได้มากขึ้น โดยแรงกดดันที่จะทำให้ธนาคารประเทศไทยต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารกลางประเทศจีน

เราคาดว่าไม่ช้าก็เร็วรัฐบาลจีนจะต้องปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ รวมทั้งเงินบาทของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย เนื่องจากผู้นำเข้าในจีนจะสามารถซื้อสินค้าจากไทยได้ในราคาที่ถูกลง

เราคาดว่าผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีปริมาณการใช้สินค้าโภคภัณฑ์มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ไม่ว่าจะเป็นทองแดง สังกะสี สินแร่เหล็ก ถ่านหิน น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง นอกจากนี้คาดว่าผู้ส่งออกอาหารและผลิตผลทางการเกษตรก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน

หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลบวกได้แก่ BANPU (ราคาเป้าหมาย 642 บาท) DCC (ราคาเป้าหมาย 35 บาท) IRPC (ราคาเป้าหมาย 5.94 บาท) KSL (ราคาเป้าหมาย 17 บาท) PDI (ราคาเป้าหมาย 23 บาท) PTTCH (ราคาเป้าหมาย 72 บาท) SCC (ราคาเป้าหมาย 209 บาท) TASCO (ราคาเป้าหมาย 45 บาท) TUF (ราคาเป้าหมาย 40 บาท) TVO (ราคาเป้าหมาย 23 บาท)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท