
ตลกร้ายนโยบายรัฐปีเสือ
nnน้ำตาลล่องหน
ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ!! ประเทศไทยผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับสองของโลกรองจากบราซิล สามารถผลิตน้ำตาลได้ปีละ 7 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 2 ล้านตัน ที่เหลือส่งออก แต่คนไทยกลับต้องกินน้ำตาลทรายราคาแพงกว่าตลาดโลกมาตลอด
พอมาระยะหลังที่ราคาตลาดโลกขึ้น ทำให้ราคาในประเทศถูกกว่า แต่แทนที่คนไทยจะได้กินน้ำตาลทรายถูกลง กลับต้องซื้อในราคาแพงจากตลาดมืด เพราะหาซื้อตลาดปกติได้ยาก
คำถามคือน้ำตาลล่องหนไปไหน เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ โรงงานน้ำตาลทราย ก็ออกมายืนยันตรงกันว่าแต่ละปีมีการจัดสรรโควตาน้ำตาลทรายบริโภคในประเทศจำนวนเพียงพอ คำตอบคือพื้นที่ใดมีราคาขายสูงกว่าน้ำตาลทรายก็จะไหลออกไปที่นั่น
ตราบใดที่ไทยยังคงใช้วิธีจัดสรรโควตาน้ำตาลอยู่ ไม่ว่าราคาตลาดโลกจะแพงหรือถูก แต่คนไทยก็ต้องบริโภคน้ำตาลแพงอยู่ดี เพราะเมื่อราคาข้างนอกถูก แต่ราคาภายในถูกควบคุมเพดานราคาไว้สูงเพื่อชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรไร่อ้อย จากการส่งออกน้ำตาลราคาถูกลง แต่หากน้ำตาลทรายข้างนอกราคาแพง น้ำตาลในประเทศก็จะถูกลักลอบไปส่งออกประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาสูงกว่า และกักตุนขายตลาดมืดในราคาที่สูงกว่าราคาควบคุมอยู่ดี
ถือเป็นเรื่องแปลกแต่ไม่ฮา ที่ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนมาก็ยากจะแก้ปัญหานี้ได้
nnขายข้าวเจ๊งยับ
อีกเรื่องประหลาดคือการระบายสต๊อกข้าวไทย ผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1 ของโลก เพราะแม้ราคาทิศทางทางตลาดโลกจะขยับขึ้นสูงเท่าใด แต่รัฐบาลกลับขายขาดทุนเกือบทุกครั้ง
เหมือนปีนี้ แม้รัฐบาลจะยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวและหันมาใช้โครงการ ประกันรายได้เกษตรกรแทน เพื่อลดปัญหาค่าใช้จ่ายจากการจัดเก็บบริหารสต๊อกข้าวที่ได้จากโครงการรับจำนำ ทำให้ประเทศไทยมีสต๊อกข้าวรวม 5.6 ล้านตัน
สถานการณ์นี้ยังไงก็น่าจะขายได้ราคา หรือขาดทุนน้อยที่สุด เพราะทิศทางราคาข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มขยับราคาขึ้นตั้งแต่ปลายปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ซึ่งประเมินกันว่าราคาข้าวในตลาดโลกจะปรับสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% จากผลกระทบภัยธรรมชาติ ทำให้ราคาพืชอาหารสูงขึ้นยกแผง
แต่ด้วยฝีมือของรัฐบาลชุดนี้ใช้ระยะเวลาเพียง 4 เดือนเศษกับการระบายข้าวล็อตใหญ่ 4 ล้านตัน หรือเทเกือบเกลี้ยงสต๊อกกลับออกมาทุบราคาในตลาดข้าว แถมยังขายยังต่ำกว่าราคาตลาด รวมแล้วขายขาดทุนจากต้นทุนที่ได้จากการรับจำนำมาไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท/ตัน รวม 4 ล้านตัน ขาดทุน 2.5 หมื่นล้านบาท
ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ
nnรถเมล์ 4 พันคันยื้อยืดยาว
ต้องยกให้เป็นโครงการแปลกแต่จริง ในแง่ของการลากยาวมากว่า 45 ปี สำหรับแผนเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ที่ท้องมาตั้งแต่ยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วไม่คลอดสักที
ถึงวันนี้ไม่มีใครอยากเชื่อว่า หากเปิดให้เอกชนลงทุนซื้อรถเมล์ และขสมก.สัมปทานการเดินรถโดยเก็บค่าเช่าจะทำได้
มาถึงรัฐบาลชุดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบอีกว่าการเช่าดีกว่าการซื้อรถเมล์จริงหรือ
สรุปเบื้องต้นเห็นว่าเช่าดีกว่า แต่ก็ติดขัดเรื่องการบริหารจัดการคนที่จะเกษียณ และการจัดการของ ขสมก. จึงต้องทบทวนไปมาหลายรอบ
ฝั่งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ร่วมวงให้ข้อเสนอแนะเรื่องการปรับปรุงการบริหารจัดการและการบริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการของ ขสมก.ใหม่ เป็นการเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานเดินรถแทนโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน
พร้อมชี้แจงเหตุผลประกอบว่า ขสมก. มีหนี้สะสมอยู่ 7 หมื่นล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ยปีละ 3,000 ล้านบาท ตกเป็นหนี้เฉลี่ยวันละ 12 ล้านบาท ส่วนรถเมล์ที่วิ่งประจำเส้นทางต่างๆ มีอยู่ 1.6 หมื่นคัน ถ้าเปลี่ยนเป็นการให้สัมปทานเอกชน คำนวณสะระตะเชื่อว่า 1520 ปี ได้ค่าตอบแทนคันละ 510 ล้านบาท ขสมก.จะได้เงินก้อนแรกเข้ามาทันที 8 หมื่นล้านบาท...ปลดหนี้
นอกจากนี้ ขสมก.ยังได้ค่าตอบแทนรายเดือนละนับ 1,000 ล้านบาท ทำให้ลดปัญหาการขาดทุนที่เป็นภาระต่อรัฐบาลได้ ประชาชนก็จะได้รับบริการที่ดีจากการดำเนินงานของเอกชนที่มีประสิทธิภาพ ไม่น่าจะทำให้ค่าโดยสารแพงขึ้น เพราะรัฐบาลควบคุมได้จากสัญญาสัมปทานฯลฯ
สุดท้ายคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ตั้งคณะกรรมการที่มี นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานดำเนินการจัดการฟื้นฟู ขสมก. ซึ่งจะพิจารณาทุกอย่าง ทั้งโครงการรถเมล์ 4,000 คัน และการปรับโครงสร้าง ขสมก. แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
วันนี้การดำเนินงานของ ขสมก.ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภาครัฐยังต้องจัดงบอุดหนุน ขสมก. เพื่อลดปัญหาขาดทุนเช่นเดิม เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนยังคงจมอยู่กับการแก้ไขปัญหาที่ไม่แล้วเสร็จของรัฐบาล
ทำอะไรไม่ได้...ทำใจแล้วกัน
nnมาตรา 22 รู้ว่าผิดแต่ทำอะไรไม่ได้
ความพยายามในการเอาผิดกับเอกชนผู้ได้รับสัมปทานมือถือทั้ง 3 ราย คือ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังการปฏิรูปการปกครองปี 2549 เป็นต้นมา โดยได้ตั้งคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนเพื่อพิจารณาสัญญาที่มีการแก้ไขระหว่างเอกชนกับทีโอที และ กสท โทรคมนาคม โดยไม่ได้ผ่านคณะกรรมการชุดนี้
3 ปีผ่านไป คณะกรรมการมาตรา 22 ในส่วนของทีโอทีกับเอไอเอสสรุปผลมูลค่าความเสียหายจากการแก้ไขสัญญา 9 ครั้งรวม 7.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการแก้ไขสัญญาระบบเติมเงิน หรือพรีเพด 5.5 หมื่นล้านบาท การไม่นำส่งรายได้จากบริการการใช้โครงข่ายร่วม หรือโรมมิงทันที 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมความเสียจากหักส่วนแบ่งรายได้ไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมอีก 3.5 หมื่นล้านบาท
เป็นที่รู้กันดีว่าการแก้ไขสัญญาในแต่ละครั้งของเอกชนต้องมีลายเซ็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในขณะนั้นร่วมอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าหากทีโอทีฟ้องเอไอเอส เอไอเอส ย่อมฟ้องกลับแน่นอนว่าการแก้ไขสัญญาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ลักลอบดำเนินการ แต่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีตัวแทนของทีโอทีเป็นสักขีพยานชัดเจน
ภาวะดังกล่าวทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน
“กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” และไม่รู้ว่าจะหาทางลงในเรื่องนี้อย่างไร ดังนั้นแม้จะสรุปว่าเอกชนผิดและสร้างความเสียหายให้กับรัฐมากเพียงใด การดำเนินการต่างๆ ก็ไม่สามารถคืบหน้าต่อไปได้ คณะกรรมการมาตรา 22 จึงได้แต่ทำตามหน้าที่และรายงานความเสียหายผ่านตัวอักษรเท่านั้นnnแล้งสุดขั้วท่วมสุดขีด
“
น้ำท่วมน้องว่าดีกว่าฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้ง ให้ฝนแล้งเสียยังดีกว่าน้ำท่วมปีนี้ทุกบ้านล้วนมี แต่คราบน้ำตา
พี่หนีน้ำขึ้นบนหลังคา น้ำตาหลั่งคลอสายชล
”บทเพลงอมตะจาก ศรคีรี ศรีประจวบ ปี 2553 ต้องยกให้เป็นปีของการทดสอบน้ำอดน้ำทนของคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรไทย
เริ่มตั้งแต่ต้นปี
“หัดเป็นคนไทยทนแล้ง” เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คำนวณน้ำในเขื่อนสำหรับปลูกพืชฤดูแล้ง แล้วประกาศว่าทำนาปรังได้ไม่เกิน 11 ล้านไร่ และขอความกรุณางดทำนาปรังรอบสอง แต่ตอนนั้นข้าวราคาดี เกษตรกรจึงแห่ปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศเกือบ 19 ล้านไร่ จากที่ตั้งไว้ 11 ล้านไร่ ส่งผลให้ใช้น้ำสำหรับการปลูกพืชฤดูแล้งเกือบหมดเขื่อนทั่วประเทศก่ออานิสงค์ให้คนไทยได้มีโอกาสเห็นก้นอ่างเก็บน้ำเกือบทุกเขื่อนทั่วประเทศ และหวิดๆจะพาแห้งตายทั่วประเทศเช่นกัน เหตุไม่มีน้ำผลิตน้ำปะปาหลังน้ำหมดเขื่อน คนไทยก็เฝ้ารอฝน ฤดูฝนยังล่าไปกว่า 2 เดือน จากปรากฏการณ์เอลนินโญ จนกระทรวงเกษตรฯ ต้องประกาศเลื่อนการทำนาปีออกไปเกือบสองเดือน จากปกติที่เริ่มประมาณเดือน พ.ค.มิ.ย. ทำให้การทำนาปีนี้เริ่มกันเกือบสิ้นเดือน ส.ค.
สถานการณ์น่าจะไปด้วยดีจนข้าวเริ่มออกรวง แต่เหมือนสวรรค์แกล้งทดสอบให้
“คนไทยหัดทนน้ำ (ท่วม)” จนฤดูฝนปีนี้ตกหนักตกนานทั่วประเทศไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ประเดิมด้วยการท่วมที่ราบสูงโคราชผลของฝนตกทั่วฟ้า ทำให้น้ำท่วมทั่วประเทศไทย 68 จังหวัด พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 11 ล้านไร่ ที่สำคัญนาข้าวเสียหายยับกว่าเกือบ 5 ล้านไร่ ทั้งที่ก่อนหน้าต้นปี แล้งแทบขอดน้ำดื่ม
ถึงตอนนี้โลกหมุนเวียนกลับมาที่รอยเดิมเข้าฤดูแล้ง กระทรวงเกษตรฯ ประกาศให้ทำนาปรังปีนี้ได้ไม่เกิน 13 ล้านไร่ ขณะที่ปีหน้าฟันธงว่าข้าวราคาดีแน่
งานนี้จึงมีเดิมพันวัดฝีมือกระทรวงเกษตรฯ ว่า จะคุมนาปรังได้ตามที่คุยหรือไม่หลังจาก ในการแถลงแผนการเพาะปลูก ประกาศว่าจะใช้บทเรียนที่ผ่านมา กัดฟันไม่เปิดน้ำให้ใช้เด็ดขาด แถม ขู่เสียงเข้ม งานนี้ใครปลูกนาปรังรอบ2 เตรียมแห้งตาย
ลาแล้วปีเก่า สวัสดีปีใหม่ให้เกษตรกรไทย แข็งแรงร่ำรวย
ขอทิ้งท้ายกับบทเพลงวัยเยาว์
“
ฝนตกคนก็แช่ง ฝนแล้งคนก็ด่า มนุษย์นี้หนอด่าทอ เทวดา “






