
LTF8พันล.จ่อถล่ม
สถาบันตะลุย1.8พันล.ดันหุ้น ทิสโก้ชี้แบงก์พลังงานเสี่ยงต่ำ
โพสต์ทูเดย์
— สถาบันไทยรวมพลังไล่ซื้อหุ้น 1,889 ล้านบาท ดันดัชนีพุ่ง ระวังแรงขาย LTF 7,0008,000 ล้าน บาท ต้นปีกดตลาดร่วงหลุดพันจุดตลาดหุ้นไทยร้อนแรงก่อนสิ้นปีอย่างที่คาดการณ์ โดยมีแรงโหมซื้อหุ้นในครอบครัว ปตท.เข้ามาในช่วงบ่าย ไล่ดัชนีขึ้นไปปิดที่ระดับ 1,028.33 จุด เพิ่มขึ้น 8.87 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายบางตา 17,718 ล้านบาท เกิดจากฝีมือสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิถึง 1,889 ล้านบาท ส่วนรายย่อยสบโอกาสทิ้งของ 2,130 ล้านบาท และต่างชาติซื้อเพียง 141 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยที่ขึ้นสวนทางตลาดเอเชียที่อ่อนตัวลงเป็นส่วนใหญ่ ทำให้นักลงทุนที่เพิ่งเข้าซื้อกองทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ต้องมีต้นทุนสูงขึ้น
นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการกองทุนธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เชื่อว่าจนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2553 ดัชนีก็จะแกว่งเหนือกว่า 1,000 จุด เนื่องมาจากแรงซื้อของต่างชาติค่อนข้างนิ่ง เพราะช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ขณะที่เงินของ LTF และ RMF ยังเข้ามาซื้อต่อเนื่องพยุงดัชนีไว้ได้
อย่างไรก็ตาม ช่วงไตรมาสแรกปี 2554 มีโอกาสที่ดัชนีจะหลุด 1,000 จุด เนื่องมาจากการขายหุ้นของ LTF ที่ครบกำหนดการลงทุน 5 ปี มูลค่าประมาณ 7,0008,000 ล้านบาท โดยกองทุนเหล่านี้ซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่ปี 2549 ที่ดัชนี 600700 จุด
ทั้งนี้ หากช่วงต้นปีหน้านักลงทุนต่างชาติยังไม่เข้ามาจะทำให้ดัชนีลดลงได้ แต่จะไม่ต่ำกว่า 950 จุด เพราะเมื่อดัชนีลดลงจะมีนักลงทุนเข้าไปซื้อสะสมลงทุนระยะยาว แต่หากเข้ามาแล้วซื้อจำนวนไม่มากดัชนีก็จะทรงตัวไม่ไปไหน
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีแรกเชื่อว่าหุ้นยังดี เพราะสหรัฐมีการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่สอง หรือ QE2 ที่ทำให้มีสภาพคล่องส่วนเกินไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย แต่มีความเสี่ยงช่วงกลางปีที่มาตรการหมดและมีความเสี่ยงว่าจะมี QE3 หรือไม่ หากไม่มีจะมีการพูดถึงการออกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ดัชนีหุ้นจะปรับตัวลดลงซึ่งเป็นจังหวะให้เข้าซื้ออีกครั้ง
บลจ.ทิสโก้ ประเมินว่า ปีหน้าดัชนีจะปรับตัวสูงขึ้นไป 1,200 จุดตามประมาณการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะสูงเกือบ 20% จากปีนี้ แต่หาหุ้นราคาถูกได้ยากแล้วเพราะดัชนีปรับขึ้นแรงต่อเนื่องกันมา 2 ปีแล้ว
นายสาห์รัช แนะนำให้ซื้อหุ้นขนาดใหญ่พื้นฐานดี โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ได้ดีจากการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง อัตรากำไรจะดี ไม่ต้องตั้งสำรองหนี้มากอีกแล้ว และสินเชื่อขยายตามเศรษฐกิจ ไม่มีแรงกดดันด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รวมถึงกลุ่มพลังงานที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ
ด้านผลงานของ บลจ.ทิสโก้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กองทุนหุ้นของบริษัทได้ผลตอบแทนสูงสุดในระบบในอัตรา 7080% ในปี 2552 สูงกว่าดัชนีตลาดที่ปรับสูงขึ้น 36% และปี 2553 ผลตอบแทนจากการลงทุนกองทุนเท่าตลาดประมาณ 40%







