
ซื้อประกันไม่ต้องตรวจสุขภาพ หลอกลวง ฤา เรื่องจริง
...วารุณี อินวันนา
ปี 2553 เป็นอีกหนึ่งปีที่มีการออกกรมธรรม์ประกันชีวิตสำหรับผู้สูงอายุออกมาทำตลาด โดยมุ่งไปที่การโฆษณาผ่านทีวี ชูจุดขายที่ว่า เบี้ยไม่แพง ไม่ต้องตรวจสุขภาพ และคนที่มีโรคประจำตัวก็ทำได้ ซึ่งมี 2 บริษัทที่ทำการโฆษณาบนจอทีวี คือ บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย และ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต
ปรากฏว่ามีประชาชนร้องเรียนคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ว่าเป็นการ
“หลอกลวงประชาชน”เพราะกลัวว่าจะเสี่ยงจากการถูกเบี้ยวการเคลมสินไหมเหมือนในอดีต
สำหรับกรมธรรม์ผู้สูงอายุของทั้ง 2 บริษัท จะคล้ายกันตรงที่ รับประกันผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 5075 ปี และให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากโรคชราภาพ อุบัติเหตุทั่วไป จนถึงอายุ 90 ปี ไม่มีค่ารักษาพยาบาล แต่ถ้าเสียชีวิตภายใน 2 ปีแรก จะได้รับเงินค่าเบี้ยที่ชำระไปแล้วคืนพร้อมผลประโยชน์ 2% ถ้าเสียชีวิตตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 3 ขึ้นไปจึงจะได้รับทุนประกันภัย
วัตถุประสงค์ หากใช้ภาษาแบบชาวบ้านคือ ทำประกันเพื่อออมเงินไว้ทำศพ ลูกหลานจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะจะจ่ายคืนกรณีเสียชีวิต ไม่มีเงินคืนระหว่างปี แต่ถ้าอายุยืนอยู่เกิน 90 ปี ก็ถือว่าเป็นเงินออมไว้ใช้ในเวลาไม้ใกล้ฝั่งเต็มแก่ โดยวงเงินความคุ้มครองที่วางไว้สูงสุดที่ 2 แสนบาท
ผลจากการโฆษณาที่ว่า ไม่ต้องตรวจสุขภาพ และมีโรคประจำตัวก็ทำประกันภัยได้ ทำให้ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการโฆษณาเกินความเป็นจริง เข้าข่ายหลอกลวงให้ทำประกันชีวิต เพราะหากเกิดอะไรขึ้น สมมติเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว แล้วมีการโต้แย้งกัน ส่วนใหญ่ประชาชนจะเสียเปรียบ จะไม่ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ข้อสังเกตของประชาชนถูกร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะกำกับดูแลธุรกิจประกันชีวิต ถึงข้อความโฆษณาดังกล่าว ว่าเข้าข่ายหลอกลวงหรือไม่ เหตุใด คปภ.จึงปล่อยให้บริษัทประกันชีวิตทำการโฆษณาด้วยข้อความดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม คปภ.มิได้สั่งระงับการโฆษณาของทั้งสองบริษัท
สุทธิ รจิตรังสรรค์ รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหาร บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย ในฐานะเจ้าของกรมธรรม์
“อาวุโสโอเค” ให้คำตอบว่า การโฆษณาผ่านทีวี มีกรอบอยู่ว่า คนซื้อมีความเพียงพอในการซื้อความคุ้มครองไม่เกิน 2 แสนบาท ไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ ซึ่งบริษัทไม่ได้มีคำถาม หากเกิดข้อโต้แย้งขึ้น บริษัทไม่มีการบอกล้างสัญญากรมธรรม์สุทธิยอมรับว่าประชาชนมีการร้องเรียนไปที่ คปภ. ซึ่ง คปภ.ได้ทำการพิจารณาแล้วเห็นว่าอยู่ภายใต้กรอบที่ได้ยื่นขออนุมัติกรมธรรม์จาก คปภ. ซึ่งในใบคำขอทำประกันชีวิตจะมีมาตรฐานคำถามที่ คปภ.กำหนดไว้ชัดเจนว่า จะต้องถามอะไร ซึ่งถ้าเป็นแบบประกันชีวิตที่มีความซับซ้อนและวงเงินความคุ้มครองสูงๆ จะต้องถามคำถามเต็มที่ 20 คำถาม
หากเป็นแบบประกันชีวิต ที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และวงเงินความคุ้มครองไม่สูง กฎหมายเปิดไว้ให้ว่าไม่ต้องถามคำถามเลยก็ได้ ซึ่ง คปภ.จะเป็นคนตรวจว่าแบบประกันที่ออกมาขายและโฆษณาตรงกับที่ยื่นขออนุมัติหรือไม่
สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เจ้าของแบบประกันชีวิต เมืองไทยสูงวัย ยิ้ม ยิ้ม กล่าวว่า หลักการทำประกันชีวิตจะยึดหลักโดยสุจริตใจของผู้ขอเอาประกันชีวิต มีการกรอกใบคำขอเอาประกันภัย และมีการชำระเบี้ย ซึ่งใบคำขอเอาประกันภัยจะได้รับอนุมัติจาก คปภ. ว่าจะถามอะไรบ้าง ซึ่งการขายผ่านทีวีจะเป็นแบบที่มีวงเงินความคุ้มครองหรือทุนประกันภัยต่ำๆ และเป็นแบบความคุ้มครองง่ายๆ
ทั้งนี้ กฎหมายหรือกฎเกณฑ์หลายอย่างมักจะเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจมากกว่าประชาชน ฉะนั้นก่อนซื้อประกันชีวิต เพื่อปกป้องสิทธิ ควรจะแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพให้หมด
ส่วนกรณีการประกันแบบไม่มีการตอบคำถามสุขภาพสำหรับกรมธรรม์ผู้สูงวัย เพราะเงื่อนไขกำหนดชัดเจนแล้วว่าจะจ่ายกรณีเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว
และถ้าตายภายใน 2 ปีแรก จะได้รับเบี้ยประกันที่ชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย 2% มีความชัดเจนอยู่ในเงื่อนไขที่ผ่านการพิจารณาจาก คปภ.แล้ว
ดังนั้น จึงถือว่าไม่เป็นการหลอกลวงประชาชน บริษัทประกันสามารถทำได้ตามเกณฑ์ที่ คปภ.กำหนด







