
หวั่นสรรหา กสทช.อืด
นักกฎหมาย ยังหวั่นกระบวนการสรรหา กสทช.อืด หลังสำนักงานวุฒิสภาขาดประสบการณ์ แนะ กทช.เสนอโมเดลให้รวดเร็วขึ้น
นักกฎหมาย ยังหวั่นกระบวนการสรรหา กสทช.อืด หลังสำนักงานวุฒิสภาขาดประสบการณ์ แนะ กทช.เสนอโมเดลให้รวดเร็วขึ้น
นายดิสทัต โหตระกิตย์ กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า กระบวนการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จำนวน 11 คน ที่ขณะนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงานเลขาวุฒิสภาอาจมีปัญหาและล่าช้ากว่า 180วันตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากหน่วยงานไม่มีประสบการณ์และขาดความเชี่ยวชาญในการสรรหาบุคคลเพื่อเข้ารับตำแหน่ง
ทั้งนี้ นายดิสทัตได้แสดงความเห็นระหว่างการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อเตรียมความพร้อมของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. รองรับภารกิจตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 หรือ พ.ร.บ.กสทช.
อำนาจการสรรหากสทช. ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ที่ถือเป็นข้อแตกต่างจากพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปี 2543 เดิม นั้น ประกอบด้วย การร่างพ.ร.บ.กสทช.อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้วิธีการจัดสรรคลื่นความถี่เปลี่ยนไป เข้าสู่การประมูลเท่านั้น และการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เกิดขึ้นโดยมีกฎหมายอื่นๆ ประกอบและมีผลบังคับใช้ก่อนแล้ว ได้แก่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2543 ประกาศหลักเกณฑ์ต่างๆ ของกทช.
อย่างไรก็ตาม กทช.และสำนักงานในฐานะที่เคยดำเนินการสรรหาบุคลากรขององค์กรอิสระ จึงน่าจะนำเสนอรูปแบบการจัดทำกระบวนการสรรหา ให้กับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อให้การทำงานรวดเร็วขึ้น เพราะหากไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามกฎหมายกำหนด เนื่องจากมีปัจจัยเรื่องขององค์กรนิติบัญญัติที่ต้องทำให้สอดคล้องกันด้วย คือถ้าสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ต้องสิ้นสภาพลง กระบวนการก็จำเป็นต้องหยุดชะงักทันที
สำหรับมาตรา 46 ที่กำหนดให้สิทธิการใช้คลื่นความถี่ เป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นบริหารจัดการแทนได้ ดังนั้นรูปแบบการดำเนินธุรกิจเช่าใช้โครงข่ายและขายต่อบริการ หรือ เอ็มวีเอ็มโอ อาจจะขัดต่อพ.ร.บ.กสทช.นั้น ในชั้นกรรมาธิการ ไม่มีใครระบุว่าการบริการดังกล่าวจะดำเนินการไม่ได้ เนื่องจากไม่ใช่การมอบสิทธิบริหารให้กับคนอื่น แต่เป็นหนึ่งในรูปแบบขายส่งขายต่อ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าเวลานี้การทำเอ็มวีเอ็นโอ เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อครั้งที่มีการพิจารณากฎหมายไปอย่างไร
ด้านนายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการกทช.ปฏิบัติหน้าที่แทนรองเลขาธิการกสทช. กล่าวว่า จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่ารูปแบบการให้บริการเอ็มวีเอ็นโอมีหลายระดับ ตั้งแต่รูปแบบการขายส่ง ขายต่อ ไปจนถึงการได้สิทธิบริหารโครงข่าย ดังนั้น หากพิจารณาตามพ.ร.บ.กสทช. การดำเนินการของเอกชนที่ได้รับใบอนุญาต หรือ ไลเซ่นส์ เอ็มวีเอ็นโอ ประเภทที่ 1 คือการจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเองและมีระบบบิลลิ่ง จำนวน 17 ราย จึงมีความกังวลว่าอาจจะเข้าข่ายการได้สิทธิบริหารคลื่นความถี่ด้วย ซึ่งขัดต่อพ.ร.บ.กสทช.







