
5ข่าวธุรกิจเด่นรอบปีเสือ
เรื่องเด่นสะเทือนวงการค้าปลีกไทยส่งท้ายปีเมื่อ 15 พ.ย. 2553 “คาร์ฟูร์” ประกาศพิธีลงนามในสัญญากับ “บิ๊กซี” ซึ่งอยู่ในเครือคาสิโน กรุ๊ป....
เรื่องเด่นสะเทือนวงการค้าปลีกไทยส่งท้ายปีเมื่อ 15 พ.ย. 2553 “คาร์ฟูร์” ประกาศพิธีลงนามในสัญญากับ “บิ๊กซี” ซึ่งอยู่ในเครือคาสิโน กรุ๊ป....
บิ๊กซีฮุบคาร์ฟูร์ สะเทือนค้าปลีกไทย
เรื่องเด่นสะเทือนวงการค้าปลีกไทยส่งท้ายปีเมื่อ 15 พ.ย. 2553 “คาร์ฟูร์” ประกาศพิธีลงนามในสัญญากับ “บิ๊กซี” ซึ่งอยู่ในเครือคาสิโน กรุ๊ป โดยขายธุรกิจคาร์ฟูร์ในประเทศไทย ด้วยมูลค่า 868 ล้านยูโร (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท) พร้อมสินทรัพย์สาขาคาร์ฟูร์ 42 แห่งในไทย
หลังปิดดีลดังกล่าว ทำให้ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และคาร์ฟูร์ในประเทศไทย จะมีเจ้าของเดียวกันคือ คาสิโน กรุ๊ป และส่งผลให้ห้างบิ๊กซีมีสาขาเพิ่มเป็น 103 สาขา จากเดิม 60 สาขา
บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย มองว่า การซื้อกิจการคาร์ฟูร์ของบิ๊กซี จะทำให้ธุรกิจค้าปลีกในไทยแข่งขันรุนแรงมากขึ้น และส่งผลให้สนามค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต เหลือผู้เล่นรายใหญ่เพียง 3 รายหลัก คือ เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี และแม็คโคร
ถือเป็นการปิดตำนาน 14 ปี ห้างคาร์ฟูร์ หลังเข้ามาดำเนินกิจการในไทยตั้งแต่ปี 2539 ที่ผ่านมา
ไอโฟน 4-ไอแพด จุดกระแสตลาด
หนึ่งในสินค้าที่มาแรงทั้งในมุมความต้องการของผู้บริโภค และตัวจุดกระแสการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์มือถือปีนี้ ยังเป็นไอโฟน 4 ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 ราย พร้อมใจเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย แม้ก่อนหน้านี้จะมีการหิ้วเครื่องเข้ามาขายบ้างแล้ว แต่การเปิดตัว|ก็ยังยิ่งใหญ่อลังการซึ่งปีหน้าการแข่งขันโทรศัพท์มือถือจะยังรุนแรงต่อไป โดยเฉพาะสมาร์ตโฟนที่น่าจะเพิ่มสัดส่วนมากขึ้น จากปีนี้อยู่ที่ 10% ของตลาดรวม
แบรนด์เด่นอีกรายต้องยกให้แบล็คเบอร์รี่ หรือบีบี ที่เดิมแข็งแกร่งอยู่ในตลาดลูกค้าองค์กร แต่ได้ใช้จุดเด่นด้านการแชตมาสร้างแฟชั่นให้ผู้ใช้ทั่วไปติดนิสัยแชตกันอย่างสนุกสนาน เล่นเอาเจ้าตลาดรายเดิมอย่างโนเกีย ร้อนๆ หนาวๆ อยู่พอสมควร
อีกหนึ่งสินค้าไฮไลต์ในปีหน้าคือแท็บเล็ต นำโดย แอปเปิล ที่ชิงวางตลาดในไทยก่อนใคร ทำให้ค่ายผู้ผลิตสินค้าไอทีต่างขนแท็บเล็ตรุ่นต่างๆ เข้าสู่ตลาด และในปีหน้ายังจะมีอีกหลายแบรนด์ที่พร้อมเปิดตัวเข้าแข่งขัน ให้ผู้ใช้ได้เลือกกันอย่างจุใจ
กรณีนี้กูรูไอทีหลายฝ่ายให้จับตาว่า แท็บเล็ตอาจมาขอส่วนแบ่งตลาดโน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊กไปถึง 10% เป็นอย่างน้อย
ประมูล 3จี ล่มไม่เป็นท่า
กลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เมื่อศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวให้ระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไอเอ็มที ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์และการดำเนินต่อไปตามประกาศของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไอเอ็มที ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.เป็นต้นไป
นั่นเพราะทำให้การประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของ กทช. ต้องจบลงทันทีแม้จะเหลืออีกเพียง 2 วันที่จะเริ่มประมูล
เมื่อไม่สามารถเปิดประมูลไลเซนส์ 3จี ได้นั้น คนไทยจึงยังไม่มีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยี 3จี เพราะแม้แต่โครงการที่ใกล้ที่สุด คือ โครงการขยายโครงข่าย 3จี ทั่วประเทศของ บริษัท ทีโอที มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการเปิดขายซองประกวดราคา ซึ่งหากเป็นไปตามแผน เร็วที่สุดก็คือ เดือน เม.ย. 2554
ขณะที่การประมูลไลเซนส์ 3จี นั้น กว่าจะเริ่มประมูลได้ คือ ปี 2555 เพราะต้องรอคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. แต่ก็ใช่ว่าเมื่อ กสทช.เกิดขึ้นแล้วจะเริ่มเปิดประมูลไลเซนส์ได้ทันที
ตลอดปี 2554 คนไทยยังต้องลุ้นต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้ว 3จี จะเกิดขึ้นจริง หรือจะมีเหตุบังเอิญให้ต้อง “สะดุด” อีก
คอนโดร้อนแรงจนเจอดี
คอนโดมิเนียมกลายเป็นหนึ่งในสินค้าฮอตแห่งปี 2553 เมื่อดูจากยอดขาย-ยอดโอนที่พุ่งแซงที่อยู่อาศัยประเภทอื่นแบบขาดลอย พร้อมๆ กับการแข่งกันเปิดขายโครงการใหม่กันอย่างคึกคัก
ตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ในรอบ 10 เดือนของปี 2553 มีจำนวน 1.47 แสนหน่วย เป็นคอนโดมิเนียมถึง 5.9 หมื่นหน่วย หรือ 40% ของที่อยู่อาศัยที่โอนทั้งหมด มากกว่าปีที่แล้วทั้งปีที่มียอดโอน 5.6 หมื่นหน่วย และหากเทียบกับปี 2552 ยอดโอนคอนโดมิเนียมในรอบ 10 เดือนปีนี้มากกว่าปีที่แล้วถึง 35% เลยทีเดียว
นอกจากนี้ ยังประเมินว่า ปีนี้จะมียอดโอนคอนโดมิเนียมสูงถึง 6.8-7.2 หมื่นหน่วย ถือเป็นการทุบสถิติการโอนคอนโดมิเนียมที่สูงเป็นประวัติการณ์นับแต่พัฒนาคอนโดมิเนียมขายในเมืองไทยกว่า 30 ปีที่แล้ว
ขณะเดียวกัน โครงการใหม่ๆ ก็ยังไหลเข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่หันมาเล่นตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง ทำให้บางทำเลเกิดภาวะล้นตลาดแข่งขันเดือด และยอดขายชะลอตัว
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาแตะเบรก โดยการคุมสินเชื่อการซื้อคอนโดมิเนียม เพราะกลัวเกิดภาวะฟองสบู่แตกและลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจโดยรวมเหมือนปี 2540
ศึกข้ามปีชิงเสริมสุข
กลายเป็นดีลร้อนแรงส่งท้ายปี และส่อแววมีศึกอีกหลายยกตามมาในปีหน้า จากกรณีการชิงหุ้นในบริษัท เสริมสุข ที่เริ่มจากบริษัท เป๊ปซี่ โค อิงค์ และเซเว่นอัพ อินเตอร์เนชันแนล ที่ประกาศทำคำเสนอซื้อ (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) หุ้นเสริมสุขในราคา 29 บาท/หุ้น แต่ฝั่งผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ “สมชาย บุลสุข” กลับตกลงขายหุ้นในมือกว่า 32% ในราคา 42 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่า 11,167 ล้านบาทให้แก่ บริษัท เอสเอส เนชั่นแนล โลจิสติกส์ ที่ลือกันให้แซดว่าเป็นของกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี
“สมชาย” ยังเสนอวาระแก้สัญญาเกี่ยวกับ การ “ซื้อหัวเชื้อ” กับเป๊ปซี่ โค อิงค์ พร้อมกันไม่ให้ออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น ทำให้ฝั่งเป๊ปซี่ โค อิงค์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าว โดยศาลนัดพิจารณาเดือน ม.ค. 2554
ศึกชิงขุมกำลังระหว่างกลุ่มคนไทยกับต่างชาติครั้งนี้ กะพริบตาไม่ได้ทีเดียว







