
ดีเซลจ่อขึ้น1.40บาทปีหน้า
กรมธุรกิจพลังงานคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันปี2554เบนซิน-ดีเซลจ่อปรับอีก60สต.-1 .40 บาท/ลิตร
กรมธุรกิจพลังงานคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันปี2554เบนซิน-ดีเซลจ่อปรับอีก60สต.-1 .40 บาท/ลิตร
นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงแนวโน้มสถานการณ์ปี 2554 ว่า ราคาน้ำมันในประเทศจะปรับขึ้นเล็กน้อย โดยกลุ่มเบนซินจะปรับขึ้นเฉลี่ย 60-70 สต./ลิตร และดีเซลปรับขึ้น 1.30-1.40 บาท/ลิตร ซึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันคือราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยน หากราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง1เหรียญสหรัฐ จะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน 19.20 สต./ลิตร ในขณะที่ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลง 1 บาทจะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน 50-60 สต./ลิตร
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลก กลุ่มเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 92.2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 5.8 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนดีเซลราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 96.7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 9.3% ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของราคาน้ำมันดิบปี 2554 ที่จะปรับสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยบริษัท โกลด์แมนแซ็ค คาดการณ์ราคาน้ำมนดิบมีโอกาสแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากรัฐบาลประเทศต่างๆออกมาตรการทางด้านการเงินแลการคลังเพื่อสร้างเสถียรภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมับปรับสูงขึ้น
ส่วนภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2553 ปรับลดลงทั้งเบนซินและดีเซล โดยปริมมาณการใช้เบนซินอยู่ที่วันละ 20.3 ล้านลิตร/วัน ลดลง 1.8 % และดีเซล วันละ 50.2 ล้านลิตร ลดลง 0.7% ซึ่งเป็นการลดลงเนื่องจากผู้ใช้รถยนต์หันไปเปลี่ยนเครื่องยนต์จากดีเซล เป็นก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) มากขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ในขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซินก็มีผู้ใช้รถยนต์ส่วนหนึ่งก็หันไปใช้ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) รวมทั้งการใช้น้ำมันในกลุ่มพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)เพิ่มขึ้นโดยมีการใช้เฉลี่ยเดือนละ 4.82 แสนตัน เพิ่มขึ้น 15.2 % และจะส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าแอลพีจียังขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมีโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ของปตท.เข้ามาช่วยผลิตแอลพีจีในประเทศแต่จะเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ 100% ในช่วงครึ่งหลังของเดือนม.ค. ซึ่งจะมีแอลพีจีบางส่วนเท่านั้น แต่หลังจากนั้นจะมีแอลพีจี เข้ามาในระบบได้ 5-6 หมื่นตัน/เดือน แต่จะต้องปรับลดลงเหลือ3 หมื่นตันเมื่อโรงงานปิโตรเคมีของบริษัทปตท.เคมิคอลเดินเครื่องในเดือนมิ.ย.เนื่องจากวัตถุประสงค์ของโรงแยกก๊าซฯแห่งนี้จะนำมาใช้ผลิตปิโตรเคมีเป็นหลัก
"ปีหน้าการนำเข้าแอลพีจียังมีต่อเนื่องแน่นอน ซึ่งเดิมเมื่อมีโรงแยกฯ6เข้ามาคาดว่าจะลดการนำเข้าแอลพีจีเดือนม.ค.จะเหลือ 1.1 แสนตัน /เดือน แต่เท่าที่ได้รับรายงานปตท.จะหยุดเดินเครื่องในครึ่งแรกของเดือนจึงทำให้การนำเข้าเดือนนี้จะอยู่ที่ 1.4 -1.5 แสนตันตามเดิม"นายพีระพลกล่าว







