
ค่าบาททุบส่งออกอาหารปีหน้า
ยอดสั่งซื้อเพียบแต่รายได้หด ผลผลิตขาดหนักทั้งปีโต2.5%
โพสต์ทูเดย์
— ฟันธงอุตฯ อาหารปีหน้าโตได้แค่ 2.5% เหตุบาทแข็งค่า ผลผลิตขาดแคลนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสถาบันอาหาร ร่วมรายงานสถานการณ์ธุรกิจเกษตรและอาหารในปัจจุบัน และแนวโน้มในปี 2554 โดยนายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ภาคส่งออกอุตสาหกรรมอาหารไทยในปีหน้า คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 2.5% หรือมีมูลค่า 8.1 แสนล้านบาท ต่ำกว่าปี 2553 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากเรื่องเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และภาวะขาดแคลนอาหาร
อย่างไรก็ดี หากประเมินความต้องการในตลาดทั้งในและต่างประเทศ พบว่าขยายตัวดีมากเกือบทุกประเภท แต่รายได้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทจะลดลง จากที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น 10% ทั้งยังกังวลด้วยว่าอาจเห็นค่าเงินบาทแตะ 2727.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะมีผลให้มูลค่าส่งออกอาหารหายไป 5.5 หมื่นล้านบาท หรือสูญเสีย 6.8%
เรื่องภัยธรรมชาติก็มีผลต่อปริมาณผลผลิตมีไม่เพียงพอ จึงไม่เอื้อต่อการเพิ่มปริมาณส่งออก ดังนั้นภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาร่วมกันหาแนวทางเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และพืชผักผลไม้
สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มขาดแคลนในปีหน้า คือ กุ้ง ผักสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ โดยในส่วนของกุ้ง จำนวนบ่อจำกัดด้วยข้อกฎหมาย ทำให้ปริมาณไม่เติบโต แต่ความต้องการเพิ่มขึ้นจากลูกค้ายุโรป เช่น สเปน ต้องการแปรรูปและส่งออกเอง แม้จะมีสัดส่วนไม่ถึง 10% แต่มีโอกาสเพิ่มขึ้น กระทบความต้องการโรงงานแปรรูป
ขณะที่สินค้าที่คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ ได้แก่ ทูน่ากระป๋อง ปลาแช่แข็ง ปลากระป๋อง ผลไม้สดและแปรรูป น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม เครื่องปรุงรส และอาหารสัตว์ ส่วนสินค้าที่คาดว่าการส่งออกจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปีก่อน ได้แก่ ข้าว ไก่ และปลาหมึก
ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่การส่งออกข้าวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตัวเลขจากเดือน ม.ค.
–พ.ย. อยู่ที่ 7.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.3% มีมูลค่าอยู่ที่ 4,673 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.6% แต่เมื่อแปลงเป็นเงินบาทแล้วกลับลดลงถึง 4.83% เชื่อว่าในปีหน้าก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน โดยตั้งเป้าปีหน้าอยู่ที่ 8.59 ล้านตันนายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ประเด็นการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในอัตราก้าวกระโดด 817 บาท จากที่เคยปรับอยู่ที่ 35 บาท แม้จะทำให้กำลังซื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าจะกระทบต่อราคาสินค้าแน่นอน โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารมีภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าจ้างแรงงานประมาณ 6.6% ของโครงสร้างการผลิตทั้งหมด หรือกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี จากจำนวนแรงงาน กว่า 8.7 แสนคน คิดเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมทั้งหมด







