
ประชาวิวัฒน์หรือวิ...?
....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ดูเหมือนโครงการ
“ประชาวิวัฒน์” ของรัฐบาลซีกประชาธิปัตย์ จะได้รับเสียงทักท้วงมากกว่าเสียงที่แสดงความชื่นชม และค่อนข้างจะออกมาในทำนอง “ประชาวิตก” เพราะโครงการนี้ไม่ว่าจะใส่หีบห่อใหม่อย่างไร แต่เนื้อในก็ยังเป็น “ประชานิยม” ที่เป็นนโยบายหลักของอีกฝั่งหนึ่ง (ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล)และโครงการประเภทนี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งในจังหวะที่ประเทศต้องดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการนี้จะยิ่งทำให้ขาดดุลงบประมาณมากยิ่งขึ้น อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสถานะการคลังของประเทศในอนาคต
รายละเอียดของนโยบายประชาวิวัฒน์ จะนำเสนอโดยท่านนายกรัฐมนตรีในวันที่ 9 ม.ค.ปีหน้า แต่กรอบของนโยบายจะเป็นการแก้ปัญหา 5 ด้าน คือ ค่าครองชีพ คุณภาพของผู้ใช้แรงงานนอกระบบ ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน การทุจริตคอร์รัปชัน และเรื่องที่ดินทำมาหากิน ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาล
ประกอบกับการยกระดับเงินเดือนทั้งระบบในส่วนของข้าราชการ นักการเมือง องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น (ตลอดจนแรงงานในภาคเอกชน) คำถามคือ
“จะหาเงินมาจากไหน” ถ้าต้องกู้หนี้ยืมสิน ซึ่งขนาดนี้สัดส่วนของหนี้สาธารณะก็อยู่ในระดับ 45% ของจีดีพีแล้ว ถ้าต้องกู้เพิ่มอาจทำให้สุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อย่างที่กลุ่มประเทศ 5 หมู่ในยูโรโซน (Portugal, Ireland, Italy, Greece, Spain) เผชิญอยู่ตอนนี้ และที่รัฐบาลต้องการจะเพิ่มสวัสดิการแก่ประชาชน ไม่ทันไรอาจต้องรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิมนอกจากนี้ การเพิ่มค่าใช้จ่ายและเพิ่มเงินเดือนเงินตอบแทนทั้งระบบ แม้จะทำให้ประชาชนมีระดับรายได้และกำลังซื้อสินค้าบริการที่มากขึ้น แต่คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถ้าสูงเกินไปอาจกระทบกับประสิทธิภาพ กำลังการผลิตและความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
และประเด็นใหญ่ที่สุดของความวิตกคือ การบริหารจัดการของภาครัฐและการนำนโยบายไปปฏิบัติของภาคราชการ ซึ่งรู้กันดีว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่กล้าคิดนอกกรอบและมักเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้งบประมาณรั่วไหลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ยิ่งถ้า
“คิดนอกกฎ บริหารนอกกรอบ” อาจทำให้ “ถูกสอบ” และมีเรื่องฟ้องร้องไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะในสังคมที่แก้ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้ แต่กลับหวาดระแวงไม่เชื่อใจกัน ขัดแข้งขัดขาทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่มีเจตนาดี ทำให้การพัฒนาไม่ไปถึงไหนอย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลชุดนี้บางส่วน (เพราะเห็นมอบหมายดำเนินการในส่วนรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น) ที่ต้องการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่และศักดิ์ศรีของความเป็นคนที่ดีขึ้น
และการที่สองฝ่าย (ฝ่ายรัฐและตรงข้ามรัฐ) ต่อสู้กันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน (ประชานิยมวิวัฒน์) จะทำให้ลดความขัดแย้งและความสับสนในกลุ่มประชาชน เพราะถ้ารู้ว่าทั้งคู่ให้ผลประโยชน์ได้เหมือนๆ กันคงไม่ถูกปลุกปั่นให้เลือกข้างและต้องเป็นศัตรูกับอีกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรงงานนอกระบบ (เช่นวินมอเตอร์โซค์) ที่มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนทางการเมืองเป็นประจำ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนโยบายนี้
นอกจากนี้ แม้ว่าภาระค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นจากดำเนินนโยบายในรูปแบบประชานิยมและสวิสดิการสังคม แต่ถ้าสามารถขยายรายได้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขีดความสามารถในการแข่งขันและขวัญกำลังใจในการทำงานของประชาชน จะทำให้สามารถสร้างรายได้ชดเชยต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นได้ เหมือนธุรกิจเอกชนที่ทำกำไรได้จากยอดขายที่สูงขึ้น แม้ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีกไม่กี่ปีที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) จะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ จะทำให้ตลาดใหญ่ขึ้นและโอกาสมีมากขึ้น
ทั้งนี้ ทั้งหมดขึ้นกับการบริหารจัดการ ถ้าบริหารจัดการได้ดี ไม่มีรั่วไหลเละเทะ
“ประชาวิวัฒน์” น่าจะเป็น “ของขวัญ” อันล้ำค่าที่รัฐบาลให้กับประชาชนในปีใหม่แต่ถ้าจัดการไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพ เกิดการรั่วไหล ขาดวินัยการคลัง ทำให้ประเทศชาติเสียหายจะกลายเป็น
“ประชาวิบัติ” และเป็น “ภาระ” แก่ประชาชนในปัจจุบันและลูกหลานในอนาคต






