posttoday
SET พันจุดแพงไปหรือยัง?

SET พันจุดแพงไปหรือยัง?

23 ธันวาคม 2553

....กลุ่มจัดการลงทุน

....กลุ่มจัดการลงทุน

ในช่วงใกล้สิ้นปี มักจะมีคำถามเสมอว่าในปีหน้าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร และการที่ดัชนีกลับมาแตะพันจุดได้ในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่าตลาดหุ้นไทยแพงไปหรือยัง บลจ.บัวหลวง ขอประมวลภาพการลงทุนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นปีนี้ และมุมมองต่อตลาดหุ้นในปีหน้า เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ลงทุนในการตัดสินใจว่าระดับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทุกวันนี้แพงไปหรือยังด้วยตัวท่านเอง

ในปีนี้ หุ้นตัวเล็กๆ Price Performance ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่มาก สังเกตได้จาก SET50 Underperform SET ทำให้กึ่งหนึ่งของกองทุนหุ้นของอุตสาหกรรม Underperform SET อีกกึ่งหนึ่ง Outperform และหุ้นหลายตัวในตลาดถึงแม้ว่าจะได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากผู้เล่น จนราคาได้เกินมูลค่าพื้นฐานไปมากแล้ว แต่ผู้ซื้อกลับยอมจ่ายแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีหุ้นหลายตัวที่ราคายังไม่สะท้อนพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งคาดว่าตลาดจะกลับมาให้ความสนใจในอนาคต

การลงทุนหุ้นของ บลจ.บัวหลวง แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Core Portfolio และ Trading Port โดยหุ้นที่เลือกเป็น Core Port จะเป็นหุ้นที่ถือระยะกลางยาว เราจะพิจารณาเลือกจากคุณภาพของกำไร และธรรมาภิบาลของบริษัทที่เราเข้าลงทุนเป็นสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอในระยะยาว

สำหรับคำถามที่ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ณ ระดับพันจุดอย่างในปัจจุบันแพงไปหรือยัง บลจ.บัวหลวง มองว่า “การที่ดัชนีอยู่ในระดับสูง ไม่ได้แสดงว่าจะแพงเสมอไปตราบเท่าที่การเติบโตของกำไร Support” โดยคาดการณ์ว่าในปีหน้าตลาดมี EPS Growth ประมาณ 1820% ซึ่งดีกว่าเพื่อนบ้านที่ระดับประมาณ 15% และมี P/E Ratio อยู่ที่ 1112 เท่า ไม่ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยซื้อขาย 1415 เท่าทั้งที่มี EPS Growth ที่โตไม่ถึง 10% และปัจจัยพื้นฐานปัจจุบันก็ดีกว่าอดีต ทั้งยังจ่ายเงินปันผลในอัตราที่มากกว่า เราจึงมองว่าปัจจุบันตลาดยังอยู่ในช่วง Mid Cycle ของ Bull Market ซึ่งโดยภาพรวมดัชนีดูเหมือนแพง แต่ถ้าดูหุ้นรายตัวจะพบว่ายังมีหุ้นหลายตัวยังถูกมองข้าม และมีValuation ที่ยังไม่แพง ในการลงทุนเราจะพิจารณาเป็นรายตัวมากกว่า

หากมองทั้งภูมิภาคพบว่าเอเชียยังคงน่าลงทุนทั้งในแง่ปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจแข็งแรง หนี้ต่ำ และความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสภาพคล่องจาก QE และสถานการณ์ Bond Yield ที่อยู่ในระดับต่ำ เป็นตัวเสริม/แรงหนุน ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู้ภูมิภาคนี้ และในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น Fund Flow จึงมีโอกาสสูงที่จะเข้ามาอีก ซึ่งไทยเองก็ได้ประโยชน์จากตรงนี้ด้วยเช่นกัน

ส่วนที่ว่าตลาดหุ้นไทยจะอยู่ช่วงขาขึ้นไปอีกนานเท่าไรนั้น ไม่มีใครทำนายได้อย่างมั่นใจเต็มที่ เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งภายนอกและภายในซึ่งควบคุมไม่ได้ แต่ค่ายเราเห็นว่าในช่วง 2 ปีจากนี้ หากไม่มีปัจจัยภายนอกที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ตลาดหุ้นไทยน่าจะยังเป็นขาขึ้น เพราะวงจรเศรษฐกิจสามารถมีช่วงนานได้ถึง 510 ปี ขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันเราเพิ่งฟื้นตัวมาเพียง 12 ปี เริ่มจากไตรมาส 2 ปี 2552 คงไม่กลับไปแย่อีกครั้งในเวลาอันรวดเร็ว

วงจรของเศรษฐกิจ 1 Loop ประกอบด้วย ภาวะตกต่ำ ฟื้นตัว – ขยายตัว โตเต็มที่ ถดถอย บลจ.บัวหลวง เชื่อว่าเรากำลังอยู่ในช่วงกลางๆ คือเริ่มฟื้นตัวและกำลังจะเริ่มเข้าสู่การขยายตัว

ตลาดหุ้นเป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจในอนาคตได้ดี (Leading Indicator) ดังนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ/ตลาดหุ้น น่าจะมี Momentum ต่อไปได้โดยไม่มี Double Dip เดิมไทยเคยมีภาคส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แต่วันนี้มีแนวโน้มจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นภาคการลงทุน ซึ่งน่าจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความยั่งยืนและโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น มีภูมิคุ้มกันจากต่างประเทศได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องจากนโยบายจากภาครัฐด้วย m

สัปดาห์หน้ามาว่ากันต่อครับ

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า