
กศน. ฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ”
ประจำปี 2564 เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในวิกฤตโควิด
องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้วันที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็น “วันที่ระลึกสากลแห่ง การรู้หนังสือ” (International Literacy Day) และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกทั่วโลก ร่วมฉลองในโอกาสสำคัญดังกล่าว โดยในประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้ดำเนินการแก้ปัญหาการไม่รู้หนังสือของคนไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะประชากรชายขอบประเด็นหลักสำหรับงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือในปี พ.ศ. 2564 คือ “การรู้หนังสือเพื่อการฟื้นฟูโดยมีมนุษย์เป็น จุดศูนย์กลาง: ลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล” เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรที่ไม่รู้หนังสือทั้งเด็กและผู้ใหญ่กว่า 773 ล้านคนทั่วโลก ประเด็นดังกล่าวเน้นความสำคัญของการรู้หนังสือในการฟื้นคืนสู่สภาพปกติจากโรคระบาด และความสำคัญของเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้การศึกษาครอบคลุมผู้เรียนทุกคน โดยไม่ทิ้งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง
สำหรับสถานการณ์ด้านการรู้หนังสือในประเทศไทย นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. ให้ข้อมูลว่า “ปัจจุบัน ประชากรวัยผู้ใหญ่มีอัตราไม่รู้หนังสืออยู่ที่ร้อยละ 6.2 ในขณะที่ประชากรเยาวชนมีอัตราไม่รู้หนังสืออยู่ที่ร้อยละ 1.8 อย่างไรก็ตาม จากการเรียน การสอน และการทดสอบก่อนเรียนในระบบของ กศน. พบว่า นักศึกษาหลายคนยังมีปัญหาด้านการอ่านและเขียนภาษาไทย รวมทั้งการพูดภาษาไทยที่ยังมีการใช้คำศัพท์ผิดๆ ถูกๆ อยู่บ้าง”
“ทาง กศน. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลด้านการให้บริการการศึกษาแก่ประชาชน มีภารกิจที่จะขจัดการไม่รู้หนังสือให้หมดไป และสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการรู้หนังสือให้กับสาธารณชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนประเด็นปัญหาสำคัญที่ต้องร่วมกันแก้ไข ปัจจุบัน ครูอาสา กศน. ในระดับอำเภอ ซึ่งรับผิดชอบด้านการศึกษาต่อเนื่องและการสอนทักษะทางอาชีพ เป็นผู้ดูแลด้านการสอนการรู้หนังสือให้กับประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ กศน. ยังมีการ ส่งเสริมการรู้หนังสือของประชาชนผ่านรูปแบบการศึกษาตามอัธยาศัย เช่น ห้องสมุดประชาชน และบ้านหนังสือชุมชน”
นายวรัทเชื่อว่า แนวทางสำคัญสำหรับการพัฒนาการรู้หนังสือของนักศึกษา กศน. คือการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยกล่าวว่า “เรากำลังปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนการรู้หนังสือ ซึ่งได้มีการปรับปรุงครั้งล่าสุดไปเมื่อปี พ.ศ. 2557 เพื่อให้มีความทันสมัย นักศึกษาหลายคนบ่นว่า หลักสูตรเดิมยากเกินไป และไม่ค่อยน่าสนใจ กศน. จึงพยายามเพื่อปรับบทเรียนพื้นฐาน และที่สำคัญคือ พัฒนาเนื้อหาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่ใช่สอนตามตำราเพียงอย่างเดียว”
“แนวทางดังกล่าวได้นำไปปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาชาวเขาและชาวมอแกน (ชาวเล) ใน 14 จังหวัด ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นผู้เรียนด้านการรู้หนังสือกลุ่มสำคัญของ กศน. ก่อนหน้านี้ เราจะเน้นการสอนภาษาไทยผ่านการแจกลูกสะกดคำ แต่ในปัจจุบัน ครู กศน. จะเน้นการพัฒนาทักษะการฟัง พูด และคำศัพท์ภาษาไทยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับการติดต่อราชการและการติดต่อกับโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เรียนจะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงในชีวิตประจำวัน โดยครู กศน. จะไปเยี่ยมบ้านนักศึกษา และพยายามเสริมทักษะด้านการรู้หนังสือผ่านการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เรียน”
นายวรัทกล่าวว่า วิธีการดังกล่าวถือเป็นวิธีที่เหมาะสมกับนักศึกษาของ กศน. อย่างแท้จริง โดยได้กล่าวว่า “หลักสูตรการเรียนรู้ด้านการรู้หนังสือต้องมองศักยภาพของนักศึกษาเป็นสำคัญ ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่การยึดผลสัมฤทธิ์เพียงอย่างเดียว เพราะนักศึกษาในแต่ละพื้นที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน การเรียนการสอนของ กศน. จึงเน้นการเรียนรู้แบบองค์รวม ให้สอดคล้องการความต้องการของนักศึกษา คือการสอนทักษะชีวิตและทักษะอาชีพควบคู่ไปกับความรู้ด้านวิชาการและการรู้หนังสือ”
“แนวทางนี้ยังช่วยให้นักศึกษา กศน. เกิดการเรียนรู้แม้ในช่วงการระบาดโควิด-19 ซึ่งมีนักเรียนจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยความไม่พร้อมหลายประการ ในขณะเดียวกัน สำนักงาน กศน. ก็มีการจัดอบรมครูเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการปรับตัวสู่วิถีการสอนแบบใหม่ เพราะครูของเราหลายท่านมีภาระงานที่มากอยู่แล้ว หลายท่านไม่ได้จบมาตรงสายทางการศึกษา และไม่มีเครื่องมือที่พร้อมสำหรับการสอนแบบทางไกล”
นายวรัทสรุปว่า “การรู้หนังสือเป็นทักษะ ที่สำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถต่อยอดทักษะของตนเองและสามารถเลือกอาชีพและแนวทางของชีวิตได้ตามที่ตนเองต้องการ แม้ในสถานการณ์ของโรคระบาดโควิด-19 สำนักงาน กศน. ก็จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับประเทศไทย และยังคงยึดถือแนวทางการเรียนการสอนที่มีความยืดหยุ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาวต่อไป”







