
สรุปอุตฯยานยนต์ปี53 นโยบายรัฐเด่น-ลงทุนดี-รถใหม่ดัน
เป้าหมายการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ 7.8 แสนคันในปี53 ต้องบอกว่าไม่น่าพลาด และน่าจะเกินกว่าการคาดการณ์ไปไม่น้อย....
เป้าหมายการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ 7.8 แสนคันในปี53 ต้องบอกว่าไม่น่าพลาด และน่าจะเกินกว่าการคาดการณ์ไปไม่น้อย....
โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
ใกล้จะได้ข้อสรุปเต็มที่แล้วสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2553 ซึ่งดูจากตัวเลขยอดการผลิตและจำหน่ายในช่วง 11 เดือนแรกของปี ต้องบอกว่าเป้าหมายที่วางไว้สำหรับการผลิตรถยนต์ 1.7 ล้านคัน และเป้าหมายการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ 7.8 แสนคัน ต้องบอกว่าไม่น่าพลาด และน่าจะเกินกว่าการคาดการณ์ไปไม่น้อย
การประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทั้งที่สถานการณ์ในประเทศไทยในช่วงครึ่งปีแรกต้องบอกว่าตั้งอยู่บนความอ่อนไหว ผู้ประกอบการเองก็ไม่กล้าตั้งเป้าหมายการผลิต-การจำหน่ายไว้สูงมากนัก จนกระทั่งเริ่มเห็นสัญญาณบวกในช่วงท้ายครึ่งแรกของปี และตัดสินใจปรับเป้าหมายการจำหน่ายขึ้นในทุกไตรมาส
การเติบโตท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ดุเดือด เศรษฐกิจที่มีปัจจัยอ่อนไหวค่อนข้างมาก มีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการอั้นกำลังซื้อในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการจัดการปัญหาทางการเมืองที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค จนตัดสินใจเทเงินให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์อีกครั้ง
แต่ที่แน่ๆ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมให้เติบโต อีกทั้งยังเป็นการสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต และทั้งหมดนี้คือสถานการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา น่าจดจำและติดตามว่าจะส่งผลกระทบต่อไปอย่างไรในอนาคต
แก้โครงสร้าง อี85-ไฮบริด สู่การรื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์
แม้จะบอกว่าการปรับแก้โครงสร้างภาษีสรรพสามิต และภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง อี85 และรถยนต์กลุ่มไฮบริด เป็นเรื่องของคนละเหตุ คนละเวลากัน แต่ก็ไม่อาจจะมองข้ามไปถึงผลกระทบที่ตามมา ที่ทำให้ค่ายรถต่างก็เรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ทั้งระบบไปได้
กรณีของรถยนต์ไฮบริดนั้น แม้ว่าจะมีการประกาศโครงสร้างภาษีสรรพสามิตไปก่อนหน้านี้ที่ 10% แต่ในปีนี้มีการอนุมัติการลดภาษีนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนเหลือ 0% เพิ่มอีก 6 รายการ ซึ่งมีผลดีที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ที่ผลิตรถยนต์ไฮบริด สามารถทำราคาจำหน่ายแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้มากขึ้น
แต่ที่เป็นเซอร์ไพรส์ประจำปีก็คือ การประกาศลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ที่ใช้ อี85 ลงอีก 3% จากเดิมที่เป็นการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชย พร้อมทั้งอนุมัติลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับ อี85 เพิ่มอีก 8 รายการ ซึ่งแม้จะกั๊กเอาไว้ที่รถยนต์ที่มีปริมาตรกระบอกสูบ 1,780 ซีซี ขึ้นไป แต่ก็ถือเป็นการปรับโครงสร้างที่สั่นสะเทือนไม่น้อย
ประเด็นร้อนด้านภาษีนี้ เป็นเหตุให้ค่ายรถที่มีเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับไฮบริดและ อี85 ออกมาเดินสายกดดันรัฐบาลอย่างหนัก จนผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องออกมาประกาศแผนการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ทั้งระบบ โดยเล็งไปที่เรื่องของการบริโภคเชื้อเพลิง การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก
ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ตีกรอบตารางเวลาคร่าวๆ เอาไว้ว่าไม่เกิน 2 เดือน จะได้เห็นโครงสร้างใหม่สำหรับภาษียานยนต์ทั้งระบบ ก่อนขอเวลาอีก 1 ปีครึ่ง-2 ปี ก็จะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เรื่องนี้สามารถประกาศใช้ล่วงหน้าได้ทันที
เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะออกมาในรูปแบบใด และจะเป็นที่พึงพอใจของค่ายรถทุกรายหรือไม่!!!
ค่ายรถเดินหน้าลงทุนเพิ่ม เพิ่มไลน์สินค้าแข่ง
ปี 2553 กลายเป็นอีกปีที่ค่ายรถแต่ละรายต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องของการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า เป็นเหตุให้มีการประกาศเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ๆ ให้เป็นทางเลือกกับผู้บริโภคมากขึ้น
โตโยต้านั้นมีกระแสข่าวเรื่องการลงทุนเพิ่มในโรงงานที่บ้านโพธิ์มาอย่างยาวนาน จนล่าสุด เคียวอิจิ ทานาดะ นายใหญ่ค่ายสามห่วง ก็ประกาศว่าทางญี่ปุ่นอนุมัติแผนลงทุนมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตที่บ้านโพธิ์เพิ่มเป็น 2.2 แสนคันต่อปี ซึ่งทำให้โตโยต้ามีกำลังการผลิตรถยนต์ใน 3 โรงงาน รวมกันกว่า 6.5 แสนคัน
ขณะที่ฟอร์ดเองมีการประกาศลงทุนเพิ่ม 2 ครั้งในประเทศไทย ประกอบไปด้วยโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ที่ใช้งบประมาณกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับรองรับการผลิตรถยนต์นั่งฟอร์ด โฟกัส ส่วนการลงทุนอีกครั้งหนึ่งก็คือ การประกาศเพิ่มงบลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท ในโรงงานออโตอัลลายแอนซ์ 1 ร่วมกับมาสด้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการผลิตรถปิกอัพที่เปิดตัวให้เห็นหน้าตากันไปเป็นที่เรียบร้อย
ยังไม่รวมถึงการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรถยนต์ในโครงการอีโคคาร์ของผู้ประกอบการทั้ง 5 ราย ที่เริ่มลงทุนเตรียมสินค้าและโรงงานกันแล้วในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ต้องไม่ลืมถึงโครงการย้ายไลน์ผลิตมาสด้า 3 มาไว้ที่ประเทศไทยของมาสด้า ที่แม้จะใช้งบประมาณไม่มาก แต่ก็เป็นการเพิ่มความสำคัญของฐานผลิตในประเทศไทย
สำหรับแนวโน้มในปี 2554 นั้น แน่นอนว่าการลงทุนโครงการใหม่ๆ จะยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยไฮไลต์หลักอยู่ที่การเดินหน้าโครงการอีโคคาร์ในส่วนที่เหลือ และแน่นอนว่าการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์ปิกอัพรุ่นใหม่ของค่ายผู้ผลิตรถยนต์ปิกอัพเกือบทุกรายที่มีคิวจะเปิดตัวกันในช่วงปี 2554-2555 เป็นต้นไป
การลงทุนที่มาพร้อมกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ จะช่วยผลักดันเป้าหมายการผลิตในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต และจะทำให้เป้าหมายการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเข้าสู่ระดับ 2 ล้านคันได้ตามที่มีการคาดการณ์ไว้
รถยนต์ใหม่เพียบ เพิ่มทางเลือกลูกค้าทุกระดับ
อาจเป็นเพราะแนวโน้มตลาดที่ซบเซาต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายลังเลที่จะส่งสินค้าใหม่เข้าทำตลาดในช่วงที่แนวโน้มตลาดไม่สดใสมากนัก เมื่อ
ตลาดเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ผู้ประกอบการจึงโหมเปิดตัวสินค้าใหม่กันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
ถ้าไม่นับมาสด้า 2 ที่เปิดตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 2552 และนิสสัน มาร์ช อีโคคาร์คันแรกของไทยที่เปิดตัวในเดือน มี.ค.
ต้องบอกว่าในช่วงครึ่งแรกของปีถือเป็นช่วงที่รถยนต์ใหม่ค่อนข้างเงียบเหงา ขณะที่ครึ่งหลังของปีโดยเฉพาะในช่วงปลายไตรมาส 3 เป็นต้นมา คือช่วงเวลาแห่งการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างแท้จริงก็คงไม่ผิด
เริ่มกันที่สินค้าใหม่เอี่ยมอย่างฟอร์ด เฟียสต้า ตามมาด้วยรถยนต์ฟูลไฮบริดคันแรกของประเทศไทยที่เดินหน้าหลังได้ลดภาษีนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนอย่างโตโยต้า พริอุส ขณะที่ทัพ|รถไมเนอร์เชนจ์จากหลากหลายค่ายก็เดินทัพเพื่อสร้างความครึกครื้นให้กับตลาดไม่หยุด
ในกลุ่มรถยนต์หรูหรา ปีนี้เป็นปีที่รถหรูยอดนิยมอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ได้ฤกษ์เปิดศึกต่อเนื่องกันตั้งแต่ช่วงกลางปี ขณะที่แบรนด์รถหรูที่สาบสูญในอดีตก็กลับมาทำตลาดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น|ซีตรอง สโกด้า หรือโฟล์คสวาเกน และในปีนี้ก็มีการต้อนรับแบรนด์รถยนต์ใหม่อย่างรุฟ ที่รอยัล มอเตอร์ส หาญกล้านำรถยนต์หรูที่มีพื้นฐานการพัฒนาจากปอร์เช่ยี่ห้อนี้เข้ามาจำหน่าย
บรรดารถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหลายที่มีการเปิดตัวในช่วงที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ไปถึงฝั่งฝัน
และเป็นการปูพรมเตรียมความพร้อมกับตลาดรถยนต์ที่แสนจะท้าทายในปี 2554 ที่ว่ากันว่าตลาดจะเติบโตไม่มาก แต่การแข่งขันดูทีท่าว่าจะทวีความดุเดือดมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน!!!







