
2 ปี อภิสิทธิ์
....พิชัย นริพทะพันธุ์
เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลคิดแก้ความเหลื่อมล้ำโดยใช้ชื่อว่า ประชาวิวัฒน์ แต่ทั้งนักวิชาการและผู้เขียนเอง ไม่เห็นว่าจะต่างกับประชานิยมตรงไหน แม้ รมว.คลังจะบอกว่าไม่ได้ใช้เงินของรัฐ และให้ธนาคารของรัฐเป็นผู้ปล่อยกู้ แต่ท่านคงลืมนึกถึงสวัสดิการที่รัฐจะต้องสมทบที่จะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากและจะสูงขึ้นทุกปี
ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีแนวความคิดที่จะปฏิรูปภาษีโดยจะลดภาษี ทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งจะทำให้รายได้ของรัฐลดลง แต่กลับมีรายจ่ายสำหรับประชาวิวัฒน์นี้เพิ่มขึ้น
เท่ากับเป็นการเพิ่มรายจ่ายและลดรายได้ เป็นการสวนกับนโยบายของรัฐที่สอนประชาชนอย่างเด่นชัด
ไม่อยากให้รัฐบาลถูกค่อนขอดอีกว่า กู้มาแจก หลังจากถูกกล่าวหาว่า กู้มาโกง นอกจากนี้การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ รวมทั้ง สส. สว.นั้น อยากให้คำนึงถึงการลดการคอร์รัปชัน และการเพิ่มประสิทธิภาพ
ความด้อยประสิทธิภาพของระบบราชการเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ความสามารถแข่งขันของประเทศลดลง ดังนั้น เมื่อขึ้นเงินเดือนให้แล้ว การทุจริตต้องลดลง โดยเฉพาะ สส.ก็น่าจะต้องทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับ อย่าทำให้สภาล่มซ้ำซากเหมือนที่เป็นอยู่
แต่สิ่งที่อยากเตือนสติรัฐบาลว่าค่าใช้จ่ายผูกพันที่จะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จะทำให้ประเทศชาติไม่มีเงินเหลือสำหรับการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจุบันงบลงทุนเหลืออยู่เพียง 16.6% ของงบประมาณเท่านั้น
ในเรื่องผลงาน 2 ปีของรัฐบาล โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจนี้ ยังมีอีกหลายคำถามที่อยากให้รัฐบาลตอบ ผู้เขียนขอถามเพียง 8 คำถามคือ
1) การทุจริตอย่างกว้างขวาง ที่เปรียบได้กับก้อนมะเร็งร้ายที่โตขึ้นเรื่อยๆ โดยมีผลสำรวจล่าสุดบอกว่าต้องจ่ายกันถึง 2530% หรือมากกว่านั้น รัฐบาลจะมีทางแก้ไขอย่างไร
2) การที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลงจากอันดับที่ 36 มาอยู่ที่อันดับที่ 38 ซึ่งเป็นการลดลงติดกันจากการบริหารของรัฐบาลนี้ โดยปีที่แล้วก็ตกจากอันดับที่ 34 มาอยู่ที่อันดับที่ 36 รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร
3) การที่ไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อของประเทศที่น่าลงทุนอีกต่อไป รัฐบาลจะมีวิธีแก้เรื่องนี้อย่างไร
4) ปัญหาค่าเงินบาทที่แนวโน้มที่จะแข็งขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งจะกระทบการส่งออกอย่างแน่นอน รัฐบาลจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ล่าสุดแบงก์ชาติดูเหมือนจะยังหลงทางขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐานอีก
5) ปัญหามาบตาพุดที่ยังหาจุดจบไม่ลงตัว และยังไม่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่เป็นผู้ลงทุนสูงสุด รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรในการดำเนินงาน
6) ปัญหาการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การเผชิญปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา แต่พอถึงเรื่องการทุจริตการช่วยเหลือกลับทำได้ทันทีและทั่วถึง จะปรับปรุงการบริหารอย่างไร
7) ปัญหาการประมูล 3จี ที่นอกจากนายกฯ ยังไม่เร่งดำเนินงานแล้ว ยังได้ออกมาต่อปากต่อคำกับผู้ให้บริการที่มาเรียกร้องความยุติธรรม โดยสุดท้ายดูเหมือนจะมีการพยายามจะทำโทษ โดยออกข่าวว่าการฟ้องปรับผู้ให้บริการในฐานะที่บังอาจมาเถียง สุดท้ายก็อาจเป็นเหมือนกรณีไทยคม ที่หนีไม่พ้นที่จะถูกเอาไปเกี่ยวพันกับการปล่อยข่าวปั่นหุ้น รัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างไร
8) ปัญหาราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มที่จะทะลุเกิน 100 เหรียญสหรัฐ มีการเตรียมการอย่างไร ปัญหาปัจจุบันได้ยินแต่คำว่า
“ท่านนายกฯ มีความกังวล” “รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ” “ได้มีการสั่งให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเข้าไปศึกษา” เป็นต้น แต่ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งนี้ ยังไม่อยากจะพูดถึงปัญหาทางด้านอื่นที่รุนแรงไม่แพ้กัน หรืออาจจะร้ายแรงยิ่งกว่า เช่น ปัญหาความแตกแยก ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ไม่น่าจะแก้ได้เพียงการแจกเพียงอย่างเดียว ปัญหายาเสพติดที่กลับมาระบาดอย่างมาก แต่รัฐบาลก็ไม่กล้าปราบ เพราะกลัวว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการฆ่าตัดตอนเหมือนในอดีต ปัญหาการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ เป็นต้น จึงอยากให้รัฐบาลมองปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง อย่าหลอกตัวเอง







