
ผลประกอบการอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
....ณัฐพล ลือพร้อมชัย
ฤดูกาลนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายของบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่จะเร่งทำยอดขายเพื่อปิดยอดสิ้นปีให้สำเร็จ ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว ร้านรวงทั่วๆ ไปที่บริหารจัดการโดยเถ้าแก่เองนั้น การกระตุ้นยอดขายก็คงไม่ได้สลักสำคัญเท่าไรนัก เพราะไม่ว่าจะปีใหม่หรือปีเก่าก็ยังต้องค้าขายกันอยู่ดี ต่างจากบริษัทจำกัดและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่จำเป็นจะต้องนำเอาปัจจัยเรื่องการรายงานผลประกอบการสิ้นงวดให้ตลาดและผู้ถือหุ้นได้ทราบมาหนักสมองเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง บริษัทต่างๆ เหล่านี้จึงทั้งเต็มใจและจำใจช่วยกันกระตุ้นยอดขายช่วงโค้งสุดท้ายนี้เป็นพิเศษ ใครที่สามารถสร้างผลประกอบการให้เป็นไปตามความคาดหวังแล้วก็คงจะสบายใจ เตรียมตัวฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุข แต่ใครที่ใกล้จะถึงเป้าก็คงหน้าดำคร่ำเคร่งเร่งปิดยอดกันสุดๆ ซึ่งคงหนีไม่พ้นทีมงานที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันยอดเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย
ทั้งนี้เพราะการที่มีผลประกอบการ
“เกือบถึงเป้า” กับ “เกือบไม่ถึงเป้า” นั้นช่างแตกต่างกันมากมายนัก เพราะสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนถึงสมาชิกในองค์กรทุกคนผ่านอัตราการขึ้นเงินเดือนและโบนัสที่พนักงานจะได้รับในที่สุดองค์กรธุรกิจส่วนมากให้ความสำคัญกับผลประกอบการทางธุรกิจ ตัวเลขต่างๆ ที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับตลาดและผู้ถือหุ้นเอาไว้ จึงพยายามรีดศักยภาพของทุกคนภายในองค์กรเพื่อไปให้ถึงจุดหมายนั้นๆ หากจะเปรียบองค์กรเสมือนรถแข่งฟอร์มูลาวันที่เพิ่งมาวิ่งที่ถนนราชดำเนินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อาจจะมองได้ว่าเป้าหมายของการทำธุรกิจคือการเข้าถึงเส้นชัยเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา หากมีขุมกำลังแรงม้าเท่าไรก็ต้องรีดออกมาให้เต็มที่ แต่ในการขับรถแข่งนั้นเราทราบกันดีว่ารถไม่สามารถวิ่งได้ตลอดเวลาโดยไม่หยุดพักและบำรุงรักษา
นอกเหนือจากการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ตามปกติแล้ว แม้ระหว่างการแข่งในสนามเองก็จำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนยางและอัดฉีดเติมน้ำมันกันระหว่างรอบด้วย เพื่อให้รถสามารถรีดประสิทธิภาพออกมาได้สูงสุด รถทุกคันจึงจำเป็นต้องแวะเข้าจุด
“พิตสต็อป” เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพต่างๆ ของตัวรถ มาถึงจุดนี้มีนักแข่งรถมืออาชีพคนไหนบ้างที่ไม่ทราบว่าการแข่งรถที่มีความเฉลี่ยร่วม 200 กม./ชม. นั้น ทุกวินาทีที่ผ่านไปนั้นมีค่ามากมายเพียงใด เพราะการแพ้ชนะบนสนามแข่งขันอาจต่างกันไม่ถึง 23 วินาที แต่ทุกคนก็ต้องยอม แม้จะเสียเวลาเกือบ 10 วินาทีก็จำเป็นต้องทำในแวดวงการแข่งรถนั้น มีความชัดเจนในเรื่องการหยุดเพื่อปรับปรุง การเร่งเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ในจังหวะและเป็นวงจรที่สอดรับกัน แต่ในองค์กรธุรกิจนั้น ไม่มีกฎกติกา ไม่มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้ในหลายๆ ครั้ง เราจะเห็นองค์กรดาวรุ่งมีผลประกอบการโดดเด่นติดต่อกันสองสามปีหรือหลายปีแล้วก็หายไป มีเพียงไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่สามารถมีผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องยืนยาว แม้จะมีช่วงที่แย่บ้างแต่ชื่อก็ไม่ได้หายไปจากตลาด เทียบกับรถฟอร์มูลาวันแล้ว บริษัทกลุ่มแรกก็อาจจะอยู่ในกลุ่มที่รีดทุกขุมกำลังและไม่แวะเข้าพิตสต็อป ส่วนกลุ่มหลังจะมีแนวทางการดำเนินการในทิศทางที่ตรงข้ามกัน ว่าแต่พิตสต็อปในทางธุรกิจนั้นคืออะไร
นอกเหนือจากตัวชี้วัดผลประกอบการเชิงตัวเลข ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นชัยแล้ว ในองค์กรที่ยั่งยืนยังมีมุมมอง ปัจจัย รวมถึงความคาดหวังอื่นๆ ประกอบควบคู่ไปกับการบริหาร เพื่อให้ถึงเป้าหมายร่วมกันไป ทั้งนี้หากแข่งกันเฉพาะที่ตัวเลข สักพักองค์กรก็จะลุกเป็นไฟ เพราะทุกคนมีเป้าหมายส่วนตัวที่จะต้องทำให้สำเร็จ โดยหวังเพียงว่าหากทุกคนทำเป้าหมายส่วนตัวได้สำเร็จแล้ว ภาพรวมขององค์กรก็จะสำเร็จตามมาเองโดยอัตโนมัติ แต่ผลเสียของการวัดเฉพาะตัวเลขนี้ก็คือจะไม่มีคำว่าเพื่อนร่วมงานในองค์กร จะมีก็แต่เพียงคู่แข่งขันที่จะต้องชิงดีชิงเด่นกันไปจนถึงยอด ด้วยความเชื่อที่ว่าเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูงมีจำกัดและคนที่ทำได้เป้าสูงที่สุดเท่านั้นที่จะไปถึง
องค์กรที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนหลายๆ องค์กรให้ความสำคัญกับการสร้างทีมงาน การสร้างวัฒนธรรมองค์กร และการสร้างคุณค่าหลักที่จะให้สมาชิกในองค์กรได้ยึดเป็นหลักในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เพื่อให้ทีมงานได้เกิดความรักใคร่ ความผูกพันและการใช้พลังแห่งความรักนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งเปรียบได้กับการบริหารทีมฟุตบอล หากเรามองฟุตบอลอังกฤษเป็นตัวอย่างก็จะพบว่า ไม่ใช่ทีมเจ้าบุญทุ่มที่ทุ่มซื้อคนเก่งๆ มาอยู่ในทีมแล้วจะทำให้ทีมประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะนอกจากทีมจะต้องอาศัยตัวผู้เล่นที่มีความสามารถแล้ว ยังต้องอาศัยการทำงานระหว่างสมาชิกที่สอดประสานกันเป็นอย่างดี หากซูเปอร์สตาร์ต่างคนต่างเล่น ไม่เล่นเป็นทีมก็จะไม่สามารถชนะใครได้ ถึงแม้ในระยะสั้นบางทีมอาจมีผลงานโดดเด่นขึ้นมา หากแต่ไม่สามารถรักษาฟอร์มให้คงเส้นคงวาในระยะยาวได้ ต่างกับทีมใหญ่ๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อย่างทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ท่านผู้อ่านที่เป็นคอบอลน่าจะคุ้นเคยนะครับ
“แมนฯ ยู” ไม่ใช่แค่เป็นทีมที่มีผู้เล่นที่มีความสามารถ แต่ยังมีสโมสรที่มีขนบธรรมเนียม วิธีการบริหารจัดการทีมเป็นประเพณีต่อเนื่องมายาวนานนับศตวรรษ อีกทั้งยังมีผู้จัดการทีมซึ่งคุมทีมมายาวนานถึงเกือบ 25 ปี ซึ่งส่งผลให้มีความต่อเนื่องในการสร้างระบอบ ขนบธรรมเนียม แนวทางในการทำงานร่วมกัน รวมไปถึงการปลูกฝังหล่อหลอมให้ผู้เล่นทั้งหมดเล่นด้วยอุดมการณ์เดียวกัน ดังนั้นผู้เล่นที่แม้จะเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่หากมีอุดมการณ์ หรือแนวคิด ค่านิยมเปลี่ยนไปก็ไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมทีมต่อไปได้ผลจากการมีค่านิยมร่วมกัน อุดมการณ์ร่วมกันนี้เอง ทำให้ทีมแมนฯ ยูนี้ แม้จะมีค่าตัวผู้เล่นทั้งทีมต่ำกว่าทีมเศรษฐีใหม่ต่างๆ และมีซูเปอร์สตาร์ไม่ถึงครึ่งทีม ก็ยังสามารถรักษามาตรฐานการเล่น สามารถลุ้นแชมป์ได้ทุกปี หากนำการทำงานร่วมกันของทีมแมนฯ ยู มาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจก็จะพบว่า ยังมีปัจจัยอีกหลายข้อที่ต้องคำนึงถึงในการบริหารธุรกิจ นอกเหนือไปจากผลประกอบการเชิงตัวเลขในแต่ละปี เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนสืบไป
ไหนๆ ช่วงนี้ก็กำลังจะสิ้นปี ท่านผู้อ่านหลายท่านที่ทำยอดขายถึงเป้าแล้ว อาจจะพอมีเวลาว่างก่อนที่จะไปเลี้ยงฉลองกัน ลองมารวมทีมช่วยกันคิดดีไหมครับว่า องค์กรของเราน่าจะสร้างอุดมการณ์ในการทำงานร่วมกัน สร้างค่านิยม ประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกัน เพื่อให้เรามีแนวทางในการทำงานเสริมกันด้วยความรักใคร่สามัคคี เพื่อให้ธุรกิจของเราสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และเป็นทีมที่แข็งแกร่งเหมือนทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อไปครับ แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ







