
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยไทยในปี 2554
....ธนกรณ์ สุชาติปัทมกุล
ในช่วงปลายปีเช่นนี้ สำนักวิจัยหลายแห่งได้พยากรณ์เกี่ยวกับภาวะดอกเบี้ยในปีหน้ากันอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ดอกเบี้ยของไทยจะยังคงทรงตัวในช่วงครึ่งปีแรก และมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 2% เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ได้คาดการณ์กันไว้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่านับจากนี้ไปอัตราดอกเบี้ยในประเทศกำลังอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจนจนกว่าจะมีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่าวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะสิ้นสุดลง
แต่ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDB) เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ได้ประมาณการไว้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะเติบโตอยู่ที่ระดับร้อยละ 7.9 ในขณะที่เงินเฟ้อทั้งปี 2553 จะสูงขึ้นร้อยละ 3.2 ทั้งนี้ NESDB ยังคาดการณ์อีกด้วยว่าในปี 2554 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอยู่ในกรอบร้อยละ 3.54.5 และอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวอยู่ในกรอบร้อยละ 2.53.5 เมื่อเทียบกับปี 2553 นอกจากนี้แล้ว NESDB ยังได้คาดการณ์ว่าการเติบโตในเกือบทุกภาคเศรษฐกิจของไทยจะมีแนวโน้มของการเติบโตในอัตราที่ลดลง และเพื่อไม่ให้ตกกระแสการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของปีหน้า ผู้เขียนจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ อธิบายถึงกลไกการทำงานของอัตราดอกเบี้ย และพิจารณาแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าในมุมมองของผู้เขียน
โดยทั่วไปแล้วอัตราดอกเบี้ยจะถูกกำหนดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยด้านกลไกตลาด และปัจจัยด้านนโยบายของภาครัฐ ในด้านของกลไกตลาด ความต้องการใช้เงินและปริมาณเงินจะเป็นตัวกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งความต้องการใช้เงินนี้โดยปกติจะเพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม จากการพยากรณ์เศรษฐกิจไทยปี 2554 ของหลายๆ สำนักที่ผ่านมา ทำให้เห็นภาพที่ว่าความต้องการใช้เงิน (Demand for Money) ในปีหน้ามีแนวโน้มจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง ในขณะที่ปริมาณเงิน (Money Supply) ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลเข้า ซึ่งในช่วงระยะเวลาต่อจากนี้ไป เงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้าสู่ประเทศในแถบเอเชียที่มีแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าประเทศในแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ว่าเม็ดเงินต่างชาติจะยังไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องในปีหน้า ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากกลไกทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานในตลาดการเงินแล้ว จึงสนับสนุนความเชื่อที่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงระดับนี้ต่อไปได้โดยไม่สูงขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์
ส่วนในมุมของปัจจัยด้านนโยบายของภาครัฐนั้น เป้าหมายนโยบายการเงินเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพด้านราคา หรือ Inflation Targeting คาดว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นต้นทุนการผลิตในระยะยาวมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นได้ไม่มาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวจากปัญหาทางเศรษฐกิจทางฝั่งทวีปอเมริกาและยุโรป ประกอบกับการคาดการณ์ของสำนักต่างๆ ก็เชื่อว่าเงินเฟ้อในปีหน้ายังคงอยู่ในระดับร้อยละ 2.53.5 ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่ได้ทำให้ภาครัฐเกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจนต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายเพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
นอกจากปัจจัยทั้งสองอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ในปี 2554 ยังเป็นปีที่ประเทศต่างๆ ยังคงต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอีกหลายประการ เช่น ในฝั่งยุโรปยังคงประสบปัญหาด้านหนี้สินที่มีแนวโน้มว่าจะต้องขอรับความช่วยเหลือจาก IMF และอาจถูกควบคุมและตัดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐลง ส่วนทางด้านฝั่งของทวีปอเมริกา ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของโลกนั้น ยังคงประสบปัญหากำลังซื้อ ซึ่งยากเกินกว่าจะฟื้นฟูได้ในช่วงเวลาอันใกล้ เนื่องจากการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง และปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอเมริกาจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการแก้ไข ส่วนทางทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นความหวังใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ยังคงต้องอาศัยประเทศจีนเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีนยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันกับที่สถานการณ์ในประเทศไทยของเราเองที่ยังประสบกับปัญหาทางการเมือง และยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาพรวมของความน่าเชื่อถือทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ดังนั้น ถ้ามองจากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมดแล้ว การดำเนินนโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ง่ายนัก
โดยสรุปแล้วผู้เขียนยังคงมองว่า ภาพรวมของอัตราดอกเบี้ยในปีหน้านั้นจะยังอยู่ภายใต้ภาวะที่สถานการณ์ต่างๆ มีความเสี่ยงสูง ซึ่งถ้าหากว่ามีการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจริงก็คงจะออกมาในภาพที่เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และปัจจัยความเสี่ยงภายนอกประเทศจะต้องบรรเทาเบาบางลงกว่าสถานการณ์ปัจจุบันมาก







