
ธปท.มึนธุรกิจเมินลุยนอก
ผ่อนกฎเหล็กเงินไหลออกแป้ก อัจนาเตือนม.ค.54มาอีกอื้อ
โพสต์ทูเดย์
— ธปท. เปิดเผยนักลงทุนไทยห่วงเศรษฐกิจโลกค่าบาทแข็งอีก ทำให้ไม่กล้าขนเงินออกนางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลัง ธปท.ผ่อนคลายมาตรการควบคุมเงินลงทุนในต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งในช่วงปี 2553 ปรากฏว่าเงินไหลออกไปลงทุนทั้งทางตรงและในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศยังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยถึงขณะนี้อยู่ที่ 1.51 แสนล้านบาท
เนื่องจากมองว่าต่างประเทศยังมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสูงกว่าในประเทศและแนวโน้มค่าเงินบาท เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐยังมีโอกาสแข็งค่า น่าจะรอจังหวะให้ค่าเงินบาทปรับขึ้นมากกว่านี้
“
คนไทยน่าจะเคยชินกับการลงทุนในประเทศ และอาจไม่เข้าใจหรือไม่มีความรู้ในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศเพียงพอ จึงไม่กล้าไปลงทุน ขณะที่ความพยายามให้เกิดการย้ายฐานของบริษัทใหญ่ๆ ของไทยก็ทำไปก่อนหน้านี้ ส่วนบริษัทอันดับรองๆ ลงมาน่าจะยังไม่เห็นการลงทุนที่ชัดเจน” นางอัจนา กล่าวสำหรับการลงทุนในต่างประเทศเพื่อซื้อกิจการ หรือการย้ายฐานการลงทุนจำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐและนำร่องก่อน เพื่อลดความเสี่ยงด้านต่างๆ รวมทั้งมีการให้สิทธิประโยชน์ด้วย
รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การนำทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยไปลงทุนในสกุลเงินหยวนของจีน ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการขอรับการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อได้รับโควตาให้ถือเงินหยวน ให้การลงทุนสามารถกระจายได้ตามกระแสของเงินทุนโลก ที่ย้ายไปลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดี แต่ก็ไม่คาดหวังว่ารัฐบาลจีนจะให้โควตาลงทุนไทยจำนวนมากนัก น่าจะประมาณ 200300 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับ ข้อมูลการไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศของธปท. นับตั้งแต่ธปท.เริ่มผ่อนมาตรการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ในช่วงเดือน ก.พ. ปีนี้ และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก็อนุมัติผ่อนคลายให้เงินทุนของบริษัทไทยไปลงทุนในต่างประเทศช่วงเดือน ต.ค.ปีนี้ พบว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้มีเงินของนักลงทุนไทยไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศทั้งสิ้น 1.51 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในไตรมาสที่ 1 จำนวน 4.55 หมื่นล้านบาท ไตรมาสที่ 2 จำนวน 4.79 หมื่นล้านบาท และไตรมาสที่ 3 จำนวน 5.81 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ นางอัจนา กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส จึงไม่เห็นการไหลเข้ามาของเงินทุนมากนัก แรงกดดันต่อค่าเงินบาทลดลง แต่ ธปท.ยังต้องคงติดตามสถานการณ์ เพราะอาจจะกลับเข้ามาอีกครั้งหลังปีใหม่
“
เงินทุนอาจจะเข้ามาเป็นจำนวนมากในช่วงเดือน ม.ค. หรือที่เรียกว่าแจนยัวรี เอฟเฟกต์ (January Effect)” นางอัจนา กล่าวด้านนายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวว่า การแข็งค่าขึ้นและอ่อนค่าลงของค่าเงินบาทในขณะนี้ สะท้อนการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทใน 2 ทางมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ความผันผวน เพราะเกิดขึ้นทุกสกุลในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม หากดูในภาพรวมค่าเงินบาทขณะนี้ค่อนข้างจะนิ่ง เพราะนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอการทำธุรกรรมการเงินในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่







