
เร่งเพิ่มความสามารถประกอบธุรกิจไทยหลังถูกธ.โลกลดอันดับ
นายกฯ สั่ง ก.พ.ร. ติวเข้มหน่วยงานราชการ หลัง ธนาคารโลก จัดอันดับประเทศที่มีความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจในปี2554 โดยลดอันดับไทยจาก 16 มาเป็น 19
นายกฯ สั่ง ก.พ.ร. ติวเข้มหน่วยงานราชการ หลัง ธนาคารโลก จัดอันดับประเทศที่มีความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจในปี2554 โดยลดอันดับไทยจาก 16 มาเป็น 19
นายวัชระ กรรณิการณ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุม คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) เห็นชอบและสั่งการให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมดำเนินการเพื่อปรับปรุงบริการเพื่อเพิ่มขีดความารถในการประกอบธุรกิจ หลังจากธนาคารโลกได้เสนอผลการวิเคราะห์ตามรายงานการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจปี54ของประเทศไทยเรื่อง "Doing Businessปี2011" ซึ่งประเทศไทยมีอันดับเครดิตลดลงมาอยู่ที่อันดับ 19 ในปีนี้ จากอันดับที่ 16 ในปีก่อน จากจำนวนทั้งหมด 183 ประเทศ และลดลงเป็นอันดับ 5 ในปีนี้ จากอันดับ 3 ในปีก่อน เมื่อเทียบกับประเทศในทวีปเอเชียที่เป็นรองเพียง ฮ่องกง และสิงคโปร์โดยอันดับของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กลับดีกว่าไทย
ทั้งนี้พบว่า มีดัชนี 4ตัวที่เป็นตัวถ่วงให้อันดับความสมารถในการปะกอบธุรกิจของไทยลดลงซึ่งนายกฯได้สั่งการให้ก.พ.ร.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดเพื่อปรับปรุงสามารถในการประกอบธุรกิจของไทย ดังนี้คือ1.ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ ลดเป็นอันดับ 95 จากเดิม 85ซึ่งธนาคารโลกรายงานว่าประเทสอื่นมีการพัฒนา ระบบอิเล็คทรอนิกส์มาใช้ครอบคลุมทุกกระบวนการทำให้มีการพัฒนาที่เร็วกว่าประเทศไทย
2.ด้านการจดทะเบียนสินทรัพย์ผู้ประกอบการต้องจ่ายในส่วนนี้ให้รัฐจำนวนมาก ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 19จากอันดับ 5 เนื่องจากรัฐบาลมีการยกเลิกมาตรการภาษีในการโอนอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจาก6.3%เหลือ 1.12% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 4.3% , 3.ด้านการได้รับสินเชื่อ ลดลงเป็นอันดับที่ 72 จาก 69เนื่องจากการจัดอันดับเครดิตอขงประเทศไทยไม่ครอบคลุมตามเกณฑ์ในเรื่องของข้อมูลผู้ค้าปลีกและบริษัทผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภค
และ 4. ด้านการชำระภาษีลดลงเป็นอันดับที่ 91 จากอันดับที่ 86 ซึ่ง ก.พ.ร.ได้รายงานจำนวนคร้งที่มีการชำระภาษีของประเทศไทยสูงถึง 23 ครั้งต่อปี สูญเสียเวลา 264 ชั่วโมงต่อปี ขณะที่ประเทศฮ่องกง มีความามารถด้านการชำระภาษีเป็นอันดับ 1 เพียงปีละ 3 ครั้ง สูญเสียเวา 80 ชั่วโมง/ปี







