
4เรื่องควรทำ...ก่อนสิ้นปี
พอเข้าสู่ครึ่งหลังของเดือน ธ.ค. มองไปทางไหนก็มีแต่บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่....
พอเข้าสู่ครึ่งหลังของเดือน ธ.ค. มองไปทางไหนก็มีแต่บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่....
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
พอเข้าสู่ครึ่งหลังของเดือน ธ.ค. มองไปทางไหนก็มีแต่บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บวกกับอากาศที่เข้าสู่ “หน้าหนาว” แบบจริงๆ จังๆ ทำให้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คอยแต่จะคิดถึงวันหยุดสุดหรรษาที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน แต่ก็ต้องพยายามเรียกสติกลับมา เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จก่อนจะถึงสิ้นปี
เรื่อง...ลดหย่อนภาษี
เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกๆ ที่ต้องทำให้ลุล่วงก่อนจะถึงสิ้นปี เพราะหากพ้นจากวันที่ 30 ธ.ค. 2553 ไปแล้ว โอกาสที่จะใช้สารพัดสิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับปี 2553 ก็หมดลงไปด้วย
และที่ต้องยกให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกๆ เพราะถ้าเราพยายามทำโน่นทำนี่ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ แต่กลับมองข้าม “การประหยัดภาษี” ที่เป็นเงินของเรามอบให้ประเทศไปแล้ว แต่รัฐใจดีคืนกลับมาเป็นของขวัญปีใหม่ (ที่กว่าจะได้รับก็เดือน มี.ค. 2554 โน่น) คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย และยิ่งรายได้มาก ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก ยิ่งห้ามลืมเด็ดขาด
นอกจากนี้ ปีนี้ยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับลดหย่อนภาษีให้คิดมากขึ้น เพราะนอกจากจะต้องไปคิดว่าจะใช้ช่องทางไหนในการประหยัดภาษี เพราะมีทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือประกันชีวิตแล้ว ปีนี้ยังมีประกันแบบบำนาญเพิ่มขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นต้องมาทบทวนกันอีกครั้ง
1) ประหยัดภาษีแบบมีภาระผูกพัน
ประหยัดภาษีแบบแรก เป็นการประหยัดภาษีที่มีภาระผูกพัน ตัดสินใจแล้วต้องมั่นคง ต้องต่อเนื่อง คือ กองทุน RMF และประกันชีวิต ทั้งประกันชีวิตแบบปกติและประกันแบบบำนาญ
กองทุน RMF แม้จะไม่ต้องซื้อทุกปีก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องซื้อแบบปีเว้นปี และมีเงื่อนไขว่าต้องถือหน่วยลงทุนจนอายุครบ 55 ปี และต้องลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก ถึงจะหยุดลงทุนได้
โดยจำนวนเงินที่ลงทุนในแต่ละปีจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในแต่ละปี แต่เมื่อนับรวม กับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แล้ว ต้องไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี โดยลงทุนขั้นต่ำอย่างน้อย 3% ของรายได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะน้อยกว่า
ขณะที่ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันทุกปีก็นำเงินที่จ่ายเบี้ยในแต่ละปีไปลดหย่อนได้ตามจำนวนเงินที่จ่ายไปจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท
เช่นเดียวกับ “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” ที่ต้องชำระเบี้ยประกันไปจนถึงอายุ 50-60 ปี (ตามที่กรมธรรม์กำหนดไว้) โดยสามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปในแต่ละปีมาหักลดหย่อนเพิ่มได้อีก 2 แสนบาท แต่ต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกับเงินได้ที่จ่ายเข้ากองทุนประเภทเดียวกันอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมาย และเงินลงทุนกองทุน RMF แล้วจะต้องไม่เกิน 5 แสนบาท
2) ประหยัดภาษีแบบไม่มีภาระผูกพัน
ถ้าไม่ชอบ “การผูกพัน” คงต้องลงทุนกองทุน LTF เพราะลงทุนปีนี้ ลดหย่อนเฉพาะปีนี้ ปีหน้าไม่อยากประหยัดภาษีก็ไม่ต้องลงทุน มีข้อบังคับอย่างเดียวว่า ปีไหนที่ลงทุนไปแล้วต้องถือเอาไว้อย่างน้อย 5 ปีปฏิทิน โดยที่เงินลงทุนในกองทุน LTF จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ในแต่ละปี และต้องลงทุนไม่เกิน 5 แสนบาท
ใครที่ยังคิดไม่ตก ไม่รู้จะเลือกวิธีไหน หรือไม่รู้จะซื้อกองทุนอะไร สุดสัปดาห์นี้ไปหาคำตอบได้ที่ “มหกรรมลดภาษีนาทีสุดท้าย” ซึ่ง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พาเหรดกันไปรออยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่างๆ แวะไปหาความรู้และซื้อกองทุนกันได้
เรื่อง...ความมั่งคั่ง
ผ่านมาตั้งเกือบหนึ่งปี มันก็ต้องมีทั้ง “เงินเข้า” และ “เงินออก” เพราะฉะนั้นก่อนจะถึงสิ้นปีนี้ควรจะมาตรวจสอบกันสักหน่อยว่า “ความมั่งคั่ง” ของเราเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนในรอบปีที่กำลังจะผ่านไป
1) ฐานะการเงิน
วิธีการตรวจสอบแบบง่ายๆ ก็แค่รวบรวม “ทรัพย์สิน” ที่มีอยู่ทั้งหมด โดยพยายามคิดให้เป็นมูลค่าในปัจจุบันมากที่สุด เช่น รถยนต์ ซื้อมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วราคา 6 แสนบาท ตอนนี้ราคาซื้อขายในตลาดรถมือสองอยู่แถวๆ 4 แสนบาท เท่ากับว่ามูลค่ารถยนต์อยู่ที่ 4 แสนบาท ไม่ใช่ 6 แสนบาท หลังจากนั้นก็รวบรวม “หนี้สิน” ทั้งหมดว่ายังเหลืออยู่ที่ไหน เป็นเงินเท่าไร
เมื่อได้ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ก็นำมาหักลบกันว่า ท้ายที่สุดแล้วฐานะการเงินของเราเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะหลายคนมองแต่ด้านทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว โดยลืมคิดไปว่า ทรัพย์สินที่เราคิดว่ามันเป็นของเรา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นหนี้ต่างหาก
นอกจากนี้ ยังต้องมาสำรวจดูว่า เงินสำรองไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินที่ควรจะมีอยู่อย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือน มันยังอยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสมอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ถ้ามีเพิ่มขึ้นก็อาจจะตัดส่วนที่เกินออกไปลงทุนทำประโยชน์อื่นๆ ได้มากขึ้น แต่ถ้ามีน้อยลงจะได้รู้ตัวเองว่าควรจะต้องพยายามหาเงินสำรองให้กลับมาอยู่ในอัตราส่วนเดิมให้ได้
2) ประวัติเครดิต
หลายคนคิดว่า ก็เราไม่ได้มีหนี้ท่วมหัว ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย และยังไม่มีโครงการจะไปขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินไหน แล้วจะไปตรวจสอบประวัติเครดิตให้เสียเงินเสียเวลาทำไม แต่ในทางปฏิบัติเราควรจะตรวจสอบประวัติเครดิตตัวเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า “ไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น” และหากพบข้อผิดพลาด (ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้) เราจะได้ทักท้วงให้สถาบันการเงินแก้ไขได้ทัน
นอกจากนี้ วิธีการตรวจสอบข้อมูลเครดิตในสมัยนี้ก็ไม่ได้ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องไปที่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารสำนักงานใหญ่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์) แล้วก็ได้ เพราะสามารถไปยื่นคำขอได้ที่สาขาธนาคาร ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) รวมทั้งเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ แต่ต้องเป็นลูกค้าที่ถือบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตของธนาคารเจ้าของเครื่องเท่านั้น
3) พอร์ตลงทุน
ปีนี้ตลาดหุ้นไทยน่าจะปิดท้ายปลายปีได้อย่างสดใส ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “หนังคนละม้วน” กับเมื่อตอนต้นปี สำหรับคนที่ติดตามสถานการณ์การลงทุนของตัวเองมาอย่างสม่ำเสมอก็น่าจะพอรู้แล้วว่า พอร์ตลงทุนปีนี้กำไร (ขาดทุน) กันไปสักกี่บาทกี่สตางค์กัน แต่ใครที่ไม่ค่อยได้มีเวลาติดตามการลงทุน โดยเฉพาะคนที่ลงทุนเป็นประจำ โดยใช้วิธีการตัดบัญชีอาจจะไม่ได้เปิดเข้าไปตรวจสอบพอร์ตของตัวเองมากนัก
เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยช่วงเวลาก่อนที่จะปิดท้ายปลายปีแบบนี้เข้าไปสำรวจตรวจตรากันสักหน่อยว่า ผลแห่งความอดทนมันก่อร่างสร้างกำไรได้น่าชื่นใจสักแค่ไหน
หลังจากเข้าไปตรวจสอบพอร์ตลงทุนแล้วก็จะได้ตัดสินใจได้ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป เช่น จะตัดขายหุ้นตัวไหนออกไป หรือจัดสรรพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปีที่กำลังจะมาถึง
แต่ถ้าไม่รู้จะจัดการอย่างไร หรือไม่รู้ว่า “ความมั่งคั่ง” ที่เรามีอยู่มันเป็นของจริงหรือของปลอม ก็ลองแวะเข้าไปหา “นักวางแผนทางการเงิน” ซึ่งเดี๋ยวนี้หาได้ไม่ยาก แถมไม่ต้องเสียเงินอีกต่างหาก เหมือนกับไปตรวจสุขภาพร่างกายแบบฟรีๆ
เรื่อง...ของหมดอายุ
ปกติอาหารกระป๋องหมดอายุ ขนมนมเนยทิ้งร้างไว้ในตู้เย็นหมดอายุ ก็ต้องหาเวลาทำความสะอาดเคลียร์ให้เรียบร้อย เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็เช่นเดียวกัน เพราะบางอย่างก็มีอายุของมันเอง โดยเฉพาะบัตรเครดิต บัตรเดบิต และบรรดาบัตรเบ่งทั้งหลาย อาทิ บัตรสมาชิกต่างๆ โดยเฉพาะสมาชิกที่ให้สิทธิลดราคาสินค้า ใช้บริการ
รวมทั้งการเป็นสมาชิกในรูปแบบอื่นๆ ด้วย เพราะหากเราปล่อยให้ “หมดอายุ” อาจจะทำให้|สูญเสียประโยชน์ที่ควรได้ และในบางกรณีอาจจะต้องไปเสียเงินเพื่อสมัครสมาชิกในรอบใหม่อีกด้วย เรื่องแบบนี้คนที่เป็นสมาชิกสถานที่ออกกำลังกาย ที่เป็นสมาชิกแบบตลอดชีพแต่ต้องมีการต่ออายุทุกปีน่าจะเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ดี เพราะหากเราไม่ได้ต่ออายุภายในระยะเวลาที่กำหนดก็เท่ากับว่า “สัญญายกเลิก” ทันที
เพราะฉะนั้น คงจะต้องใช้เวลาช่วงนี้ตรวจสอบอายุการเป็นสมาชิกประเภทต่างๆ ว่า ภายในปีนี้จะมีอะไรที่หมดอายุบ้าง หรือในปีหน้าจะมีหรือไม่ ซึ่งหากรู้ล่วงหน้าจะได้วางแผนการต่ออายุได้ทันเวลา
เรื่อง “ของหมดอายุ” ยังรวมถึงอายุตัวเราเองด้วย เพราะอายุคนไม่มีฉลากบอกวันหมดอายุ และสมัยนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ “ปุบปับ” จากไปก่อนวัยอันควร เพราะฉะนั้นอีกเรื่องหนึ่งที่แม้จะไม่อยากทำแต่ควรจะทำ คือ “พินัยกรรม”
คนที่มองว่า การทำพินัยกรรมจะเป็นเหมือนการแช่งตัวเอง แต่ในการทำพินัยกรรมมีประโยชน์สองอย่าง อย่างแรกเป็นการบอกให้คนข้างหลังรู้ว่า เรามีทรัพย์สินอะไร อยู่ตรงไหน และอยากจะมอบให้ใครไปดูแล โดยต้องให้รายละเอียดเอาไว้ด้วยว่า จะต้องไปติดต่อกับใคร ที่ไหน อย่างไร เช่น การทำประกันชีวิต ควรจะให้เลขที่กรมธรรม์พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อตัวแทนไว้ให้ติดต่อเพื่อขอรับสินไหม
เพราะในหลายๆ ครั้งที่คนที่จากไปทำประกันชีวิตเอาไว้ แต่ไม่ได้บอกใคร ไม่มีใครรู้ ไม่ได้ไปแจ้งบริษัทประกัน เท่ากับสิ่งที่เราทำไว้ก็สูญเปล่า (จน กว่าจะมีใครสักคนไปค้นเจอเอกสารการทำประกัน หรือกรมธรรม์ประกันชีวิต)
และอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นการบอกตัวเองว่า ในเวลานี้เรามีทรัพย์สินอะไรที่เป็นของเราและพร้อมจะมอบให้คนอื่นอยู่บ้าง และเรามีทรัพย์สินมากพอที่จะดูแลคนที่เรารัก แม้ว่าเราจะจากไปแล้วหรือยัง
เรื่อง...เตรียมแผนสำหรับปีใหม่
อีกเรื่องหนึ่งที่ล่มไม่ได้เช่นกัน คือ การทบทวนแผนการเงินของปี 2553 ที่เคยตั้งเอาไว้ว่า บรรลุผลไปมากน้อยแค่ไหน และสิ่งที่ต้องทำต่อไป คือ การวางแผนการเงินและการลงทุนสำหรับปี 2554 และหลายคนที่มีเงินฝากในธนาคารเกิน 50 ล้านบาท ต้องคิดให้หนักขึ้นอีกนิด เพราะตั้งแต่ 11 ส.ค. 2554–10 ส.ค. 2555 สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะลดเพดานเงินฝากเหลือ 50 ล้านบาทเท่านั้น
ถ้าทำทั้ง 4 เรื่องนี้แล้ว ที่เหลือก็แค่รอเวลาต้อนรับปีใหม่กันอย่างมีความสุข







