
ยอดผลิตรถเดือนพ.ย.พุ่งสูงทำลายสถิติ 1.57 แสนคัน
ยอดผลิตรถเดือนพ.ย.พุ่งสูงทำลายสถิติ 1.57 แสนคัน รวม 11 เดือนผลิตได้แล้ว 1.5 ล้านคัน คาดการณ์ปีหน้าวางเป้าหมายผลิตที่ 1.8 ล้านคัน เติบโตจากปีนี้ 10%
ยอดผลิตรถเดือนพ.ย.พุ่งสูงทำลายสถิติ 1.57 แสนคัน รวม 11 เดือนผลิตได้แล้ว 1.5 ล้านคัน คาดการณ์ปีหน้าวางเป้าหมายผลิตที่ 1.8 ล้านคัน เติบโตจากปีนี้ 10%
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพ.ย. 2553 มีทั้งสิ้น 1.57 แสนคัน ถือเป็นยอดสูงที่สุดตั้งแต่มีการผลิตรถยนต์มา โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 29.85% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกจำนวน 7.5 หมื่นคัน ขยายตัว17.2% หรือเท่ากับ 47.89% ของยอดการผลิตทั้งหมด และเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจำนวน 8.18 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 44.12% หรือเท่ากับ52% ของการผลิต
ทั้งนี้ เมื่อรวมการผลิตที่ผลิตได้ตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ย.2553 มีทั้งสิ้น 1.5 ล้านคัน ขยายตัว 69.77% เป็นการผลิตเพื่อส่งออก 1.98 แสนคัน เพิ่มขึ้น 96.03% และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 6.8 แสนคัน เพิ่มขึ้น 72.6% โดยยอดการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากยอดขายในประเทศ และการส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศในเดือนพ.ย. มีจำนวนทั้งสิ้น 7.8 หมื่นคัน สูงที่สุดในรอบ 47 เดือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 38% เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นใหม่ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรยังคงมีราคาสูง และการท่องเที่ยวมีสถานการณ์ดีขึ้น
ขณะที่การส่งออกในเดือนพ.ย. ส่งออกได้ 7.96 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 35.72% จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่ไทยส่งออกรถยนต์นั่งขนาดเล็กไปได้มากขึ้น โดยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 3.31 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 19%
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.ตั้งเป้าหมายการผลิตรถยนต์ในปี 2554 ที่ 1.8 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ 10% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อขายในประเทศ 8 แสนคัน และส่งออก 1 ล้านคัน เนื่องจากตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภค โดยเฉพาะรถยนต์ประหยัดพลังงานขนาดมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ซึ่งปีหน้าค่ายฮอนด้าก็จะออกวางตลาดเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศมีแนวโน้มที่ดี และมียอดคำสั่งวื้อล่วงหน้ายาวถึง 3 เดือน
ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าปีหน้าผลผลิตทางการเกษตรจะอยู่ในระดับค่อนข้างดี ประกอบกับจะมีการเลือกตั้งน่าจะส่งผลให้รถกระบะและรถจักรยานยนต์ มียอดขายที่ดีมาก แต่คงต้องติดตามปัจจัยลบ คือ สถานการณ์ทางการเมืองในปีหน้าว่าจะรุนแรงหรือไม่ และราคาน้ำมันถึง 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอย่างที่คาดการณ์หรือไม่







