posttoday
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวเล็กน้อย

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวเล็กน้อย

17 ธันวาคม 2553

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย เหตุจากเศรษฐกิจ และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการเริ่มกลับมากังวลเรื่องราคาน้ำมันมากที่สุด

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย เหตุจากเศรษฐกิจ และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการเริ่มกลับมากังวลเรื่องราคาน้ำมันมากที่สุด

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทย ประจำเดือนพ.ย. 2553 พบว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 99.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 98.7 ในเดือนต.ค. โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าดัชนีเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ยังขยายตัวได้ดี ภาคการผลิตเพื่อการจำหน่ายในประเทศยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ และปัญหาทางการเมืองที่สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนล่วงหน้าอยู่ที่ระดับ 113.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 110.1 ในเดือนต.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการคาดการณ์ว่ายอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิตและผลประกอบการจะปรับตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากกว่า 100 มีทั้งหมด 16 กลุ่ม เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เหล็ก ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ยา พลาสติก เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 100 มีทั้งหมด 12 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม หนังและผลิตภัณฑ์หนัง รองเท้า ปูนซีเมนต์ ยานยนต์ เป็นต้น

สำหรับการสำรวจสภาวะแวดล้อมในการดำเนินกิจการ พบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุด รองลงมา คือ อัตราแลกเปลี่ยน สภาวะเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ทางการเมือง และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตามลำดับ โดยในเดือนนี้ผู้ประกอบการมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนด้านการลงทุนของอุตสาหกรรมขนาดย่อม และขนาดกลาง ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของแรงงาน พร้อมแก้ปัญหาราคาพลังงานไม่ให้สูงมากเกิน และสนับสนุนให้มีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ในปีหน้าผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว ปรับธุรกิจให้มีความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปัจจัยหลายด้านที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่มีทิศทางสูงขึ้น การที่รัฐบาลออกมาตรการดูแลราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรถือเป็นเรื่องที่ดี 

ส่วนกรณีที่รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้าง เงินเดือนให้แก่ทุกกลุ่มนั้น กังวลว่าอาจดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าจะปรับขึ้นตาม ซึ่งการปรับขึ้นเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำจะต้องปรับขึ้นอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม โดยควรจะดูผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่อยู่ต่างจังหวัดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการก็มีการปรับขึ้นค่าแรงให้ลูกจ้างในตัวเองอยู่แล้วเช่น ค่าแรงการทำงานล่วงเวลา (โอที) เป็นต้น 

“การที่รัฐบาลจะปรับฐานเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำขึ้นควรจะดูให้สมดุลทุกฝ่าย จะปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดไม่ได้ เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ผู้ประกอบการนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณต้นทุนราคาสินค้าด้วย ซึ่งอาจจะกระทบต่อยอดคำสั่งซื้อสินค้าได้”นายพยุงศักดิ์ กล่าว

 

 

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี