
อาเจไทยแตกไลน์ชาพร้อมดื่มชิงแชร์ลิปตัน
อาเจไทย แตกไลน์ ชาพร้อมดื่ม เจาะตลาดค้าปลีกรายย่อย ชูราคา 10 บาท ตั้งเป้าเบียดลิปตันขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดปีหน้า
อาเจไทย แตกไลน์ ชาพร้อมดื่ม เจาะตลาดค้าปลีกรายย่อย ชูราคา 10 บาท ตั้งเป้าเบียดลิปตันขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดปีหน้า
นายชนินทร์ เทียนเจริญ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อาเจไทย ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย เครื่องดื่ม อาเจ บิ๊กโคล่า เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้แตกไลน์สินค้าใหม่ในกลุ่มชาพร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ อาเจ คูลที ใน 2 รูปแบบ คือ บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบขวดแก้ว ขนาด 300 มิลลิลิตร ราคา 12 บาท เพื่อจำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด เช่น ร้านสะดวกซื้อ และไฮเปอร์มาเก็ต และในต้นเดือน ม.ค. ปีหน้า บริษัทจะวางจำหน่าย ในบรรจุภัณฑ์แบบขวดพลาสติก หรือขวดพีอีที ขนาด 400 มิลิลิตร ราคา 10 บาท ในร้านค้าปลีกรายย่อย
ทั้งนี้ ในปีแรกของการจำหน่าย บริษัทตั้งเป้าที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับที่ 1 ในตลาดชาพร้อมดื่มที่จัดจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค่าปลีกรายย่อย ซึ่งปัจจุบันมี ชาพร้อมดื่มแบรนด์ลิปตัน เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาด 40 – 50% และมีมูลค่าตลาด 2,400 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าด้วยราคาและความแปลกใหม่ และความเชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายหลัก 100 รายจะผลักให้บริษัทมียอดขายเป็นไปตามเป้าที่วางไว้
สำหรับแผนในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำตลาดชาพร้อมดื่มที่ปัจจุบันมีมูลค่า 7,800 ล้านบาท ภายใน 2 – 3 ปี ข้างหน้า หรือมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% ซึ่งปัจจุบันตลาดดังกล่าวมีแบรนด์โออิชิเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาด 50% โดยบริษัทมั่นใจว่าด้วยรสชาติที่พัฒนาขึ้นมาและบรรจุภัณฑ์แบบขวดแก้วจะสร้างความแตกต่างและแปลกใหม่ในตลาดได้เป็นอย่างดีพร้อมกับงบส่งเสริมตลาด 80 ล้านบาท ตลอด 1 ปีข้างหน้า
“ชาพร้อมดื่ม อาเจ คูลที เป็นสินค้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ในประเทศไทย แต่ได้มีการขายในอีกกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ที่บริษัทเข้าไปทำตลาด เนื่องจากเป็นสินค้าที่ดี ที่คาดว่าผู้บริโภคในประเทศต่างๆ จะให้การตอบรับเป็นอย่างดี” นายชนินทร์ กล่าว
ปัจจุบัน บริษัทเปิดตัวชาดำพร้อมดื่ม 2 รสชาติ ออกมาทำตลาดก่อน แต่ในเดือน ม.ค. ปีหน้าบริษัทจะเปิดตัวชาเขียวพร้อมดื่มอีก 2 รสชาติ เป็น 4 รสชาติเข้ามาทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการเปิดตัวชาดำก่อน เนื่องจากตลาดชาดำ ที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20% ของตลาดร่วมเป็นตลาดที่มีการแข่งขันน้อยและผู้เล่นรายเดิมเริ่มทำตลาดน้อยลง จึงเป็นช่องว่างให้บริษัทเข้ามาทำตลาด
นายชนินทร์ เผยต่อว่า ตลาดชาพร้อมดื่มรวมแบ่งเป็นตลาดโมเดิร์นเทรด 70% และร้านค้าปลีกรายย่อย 30% แต่ทางบริษัทตั้งเป้าที่จะมีสัดส่วนรายได้ทางร้านค้าปลีกรายย่อย 50% และโมเดิร์เทรด 50% เพราะบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดผ่านร้านค้าปลีกรายย่อยทั่วไปมากกว่า และมีตัวแทนจำหน่ายหลักกว่า 100 รายทั่วประเทศ และสิ่งที่บริษัทจะดำเนินการต่อไปคือการเจาะเข้าไปทำตลาดในร้านอาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทยังมีแผนที่จะแตกไลน์เครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ ภายใต้แบรนด์ ซิฟรุ้ต (Ci Fruit) คาดว่าจะเปิดตัวและวางจำหน่ายได้ในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งการแตกไลน์สินค้าใหม่ๆ ของบริษัทเพื่อต้องการขยายการเติบโตทางด้านรายได้ให้เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตทางรายได้ในปีหน้าไว้ที่ 20% จากปีนี้ที่บริษัทมีอัตราการเติบโตทางรายได้ 30% เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 20% หรือคิดเป็นมูลค่า 5,000 ล้านบาท







