
ชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกลับตัวก็ไม่ได้ เดินต่อไปก็ไม่ถึง
....นคร สังขรัตน์
หลายคนคงกำลังกระโดดโลดเต้นเมื่อได้ยินกันว่ายอดจำหน่ายรถยนต์เดือน ธ.ค. 2553 จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือ จะมีจำนวนถึง 9 หมื่นคันเลยทีเดียว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก
“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 27” หรือมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2010อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยถือเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญของการผลิตยานยนต์ในประเทศ แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ยังย่ำอยู่กับที่ แทบจะไม่ได้ก้าวเดินไปไหนเลย เพราะขาดทิศทางในการพัฒนาที่ดี
เพราะตั้งแต่เราเริ่มมีการพัฒนารถยนต์ภายในประเทศอย่างจริงจังเมื่อปี 2504 เป็นต้นมา ซึ่งนับไปนับมาก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งศตวรรษเข้าให้แล้ว เรายังคงรักษาความเป็นนักรับจ้างผลิต (Own Equipment Manufacturing : OEM) ได้อย่างเหนียวแน่น โดยไม่คิดจะก้าวเดินไปข้างหน้า ไม่ว่าฉีกหนีไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะของการสร้างแบรนด์ (Own Brand Manufacturing : OBM) หรือการเป็นนักออกแบบและพัฒนาชิ้นส่วน (Own Development Manufacturing : ODM)
แม้ว่าจะเป็นที่ยอมรับว่าจุดแข็งของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยคือแรงงานในอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์และทักษะความสามารถ มีแรงงานฝีมือจำนวนมาก ค่าแรงมีความเหมาะสม ประกอบกับมีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนต้นน้ำขนาดกลางและเล็กจำนวนมากเพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับโรงงานผู้ผลิตรถยนต์
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเริ่มสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นเรื่อยๆ จากค่าแรงที่สูงกว่าคู่แข่งทั้งจีน อินเดีย และเวียดนาม การขาดแคลนวิศวกรและช่างเทคนิค การขาดความสามารถในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยส่วนใหญ่ยังขาดการพัฒนาด้านเทคนิค การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต มีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่ำ ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องอาศัยการพึ่งพา KnowHow จากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งในประเทศอื่น
นอกจากนี้ ภาษายังเป็นอุปสรรคอีกประการหนึ่งของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และจุดอ่อนอีกประการ คือ เราไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาให้เป็นคลัสเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ อาทิ อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ และอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ เป็นต้น
นอกจากความอ่อนแอภายในประเทศแล้ว เรายังต้องเผชิญกับอุปสรรคจากการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ส่งผลกระทบทางลบต่ออุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการไหลทะลักเข้ามาของชิ้นส่วนราคาถูกแต่คุณภาพต่ำ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกซื้อชิ้นส่วนนำเข้าราคาถูกแต่ไม่มีมาตรฐาน แทนการซื้อชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ รวมถึงการเผชิญกับนโยบายแสวงหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนระหว่างประเทศ (Global Sourcing) ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม หรือลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบยานยนต์ได้มากที่สุด
ดังนั้น เมื่อมีข่าวว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของญี่ปุ่นเตรียมย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะค่าเงินเยนแข็งค่า จึงทำให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นของคนไทยเองมีโอกาสลดระดับลงจากเดิมในระดับ Firt Tier หรือ Second Tier เป็นระดับ Second Tier หรือ Third Tier ได้ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ต่ำ ดังนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนจากต่างประเทศที่มีขีดความสามารถ และความใกล้ชิดกับผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ในระดับที่สูงกว่าเข้ามาแทนที่ได้ง่าย
อาจกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
“กลับตัวก็ไม่ได้ จะเดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” หรือ “Nutcracker Effect” คือ จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับกลางๆ จะดีก็ไม่ดี จะเลวก็ไม่เลว และในที่สุดจะถูกบีบจนอยู่ไม่ได้ เพราะจะถูกพวกที่เลวกว่าดันขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็จะถูกพวกที่ดีกว่าทิ้งห่างออกไป ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยจัดอยู่ในลักษณะดังกล่าวนี้ต่อไปในอนาคต เราจะถูกจีน อินโดนีเซีย และเวียดนามดันขึ้นมา และประเทศที่เหนือกว่าเรา เช่น มาเลเซีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ก็จะทิ้งห่างเราออกไปมากขึ้น แล้วอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในอีกสัก 10 ปีข้างหน้า จะสู้กับคู่แข่งในตลาดโลกได้อย่างไร







