
ราโดเซ็งโดนเลียนแบบปรับแผนทำตลาดใหม่
ราโด ปรับแผนทำตลาดใหม่ หลังเจอคู่ค้าขายของเลียนแบบ โละออก 90 ราย เปิดโครงการคู่ค้าเอกสิทธิ์ คัดคู่ค้าชั้นดี 70 รายรวม มั่นใจปีหน้ายังเติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก
ราโด ปรับแผนทำตลาดใหม่ หลังเจอคู่ค้าขายของเลียนแบบ โละออก 90 ราย เปิดโครงการคู่ค้าเอกสิทธิ์ คัดคู่ค้าชั้นดี 70 รายรวม มั่นใจปีหน้ายังเติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก
นายโอลิวิเอร์ โคซานดิเอร์ ประธานกรรมการฝ่ายขาย บริษัท ราโด วอทช์ ผู้ผลิตและทำตลาดนาฬิกา ราโด จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแผนในการทำตลาดในประเทศไทยใหม่ ด้วยการเปิดโครงการคู่ค้าเอกสิทธิ์ โดยทำการคัดเลือกคู่ค้าที่มีคุณภาพและจำหน่ายสินค้าถูกต้องตามระเบียบและกฎเกณฑ์ของบริษัท และแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายพิเศษในประเทศไทย (เอ็กคลูซีฟ เอเจนท์) ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวน 70 รายทั่วประเทศ
“การเปิดโครงการดังกล่าวเพื่อจัดการกับปัญหาการขายของลอกเลียบแบบ หรือการขายของปลอม เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทพบว่าคู่ค้าบางรายที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทจำหน่ายนาฬิการาโดจริงๆ ควบคู่ไปกับสินค้าลอกเลียบนาฬิการาโดในราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยที่ลูกค้าไม่ทราบ บริษัทจึงดำเนินการตัดสิทธิ์การเป็นตัวแทนจำหน่ายคู่ค้าเหล่านั้นออก ซึ่งมีจำนวนประมาณ 90 ราย จากคู่ค้าเดิมทั่วประเทศ 160 ราย” นายโอลิวิเอร์ กล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้โครงการคู่ค้าเอกสิทธิ์ เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่บริษัทแม่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ดำเนินงานในประเทศไทยเป็นประเทศแรก โดยสิ่งที่คู่ค้าเอกสิทธิ์จะได้รับ คือ การได้รับผลตอบแทนกลับคืนเป็นรายไตรมาสและรายปีหากสามารถทำยอดขายได้เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงการวางจำหน่ายสินค้าใหม่ สินค้าเอ็กซ์คลูชีฟ เป็นรายแรกๆ ซึ่งบริษัทต้องใช้งบในการดำเนินการโครงการดังกล่าวประมาณ 8 – 10% ของยอดขาย
สำหรับเป้าหมายทางรายได้ของบริษัทหลังจากปรับแผนทางการตลาดใหม่ คือ การคงอัตราการเติบโตทางด้านรายได้ของบริษัทให้เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักอย่างต่อเนื่อง อย่างในปีนี้บริษัทก็มีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักแม้จะมีปัญหาทางการเมืองในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยการขายสินค้าในห้างสรรพสินค้ามีอัตราการเติบโตสูงที่สุด โดยเฉพาะนาฬิการะดับราคา 30,000 – 70,000 บาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ส่วนรายได้จากการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายมีสัดส่วน 30 – 40% ในระดับราคา 25,700 ไปจนถึงราคาแสนกว่าบาท จึงถึงหลักล้าน ซึ่งรายได้ของราโดในประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย
นอกจากนี้ในปีหน้าบริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มนาฬิกาคลาสิก การเปิดตัวนาฬิกาเข็มและอัตโนมัติ ซึ่งเป็นที่นิยมของคนเอเชีย เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้เด็กลง หรือมีอายุตั้งแต่ 25 ปี ขึ้นจาก จากปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อายุ 40 ปี ขึ้นไป
นายโอลิวิเอร์ เผยต่อว่า ตลาดสินค้าหรูหรา หรือสินค้าลักซ์ชัวรี่ในภูมิภาคเอเชียมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก หรือมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก ในขณะที่ตลาดอเมริกาแม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัว แต่ผู้บริโภคไม่ค่อยจับจ่ายสินค้าระดับไฮเอน ส่วนตลาดยุโรปก็ฟื้นตัวอย่างช้าๆ







