
โชดีติ่มซำแตกแบรนด์รุกโมเดิร์นเทรด
โชคดีติ่มซำแตกแบรนด์รุกโมเดิร์น เทรด จับกลุ่มลูกค้าระบน พร้อมย่อส่วนการลงทุนไม่ถึง 1 ล้านบาท เชื่อปีหน้าธุรกิจอาหารรุ่ง
โชคดีติ่มซำแตกแบรนด์รุกโมเดิร์น เทรด จับกลุ่มลูกค้าระบน พร้อมย่อส่วนการลงทุนไม่ถึง 1 ล้านบาท เชื่อปีหน้าธุรกิจอาหารรุ่ง
นายธีรภพ ศิรประภาธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัทโชคดีอินเตอร์เนชั่นแนลแฟรนไซส์ ผู้บริหารร้านโชคดีติ่มซำ เปิดเผยว่า ในเดือนมี.ค.นี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวแบรนด์สินค้าใหม่ เพื่อขยายสาขาตามโมเดิร์น เทรดชั้นนำ โดยจะลงทุนร้านต้นแบบสาขาแรกที่สยามพารากอน บนเนื้อที่ 24-30 ตารางเมตร จำนวน 15-20 ที่นั่ง ซึ่งรูปแบบการลงทุนจะใช้งบประมาณไม่ถึง 1 ล้านบาท/สาขา
ทั้งนี้การแตกแบรนด์ใหม่ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น โดยจับกลุ่มลุกค้าวัยรุ่น รวมถึงขยายฐานลูกค้าระดับบีขึ้นไป ขณะที่เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการใช้งบการลงทุนในธุรกิจแฟรนไซส์ที่ไม่สูงมากนัก
“บริษัทได้ย่อส่วนหน้าร้านให้มีขนาดเล็กลงทั้งขนาดพื้นที่และการลงทุนที่ไม่ถึงล้านบาท ขณะที่โชคดีติ่มซำจะใช้งบลงทุนราว 2.5-3 ล้านบาท/สาขา เบื้องต้นอยู่ระหว่างการตั้งชื่อร้าน โดยจะใช้ชื่อ บาย โชคดีติ่มซำต่อหลังชื่อหน้า”นายธีรภพ กล่าว
นอกจากนี้แผนการลงทุนระหว่างปี 2554-2555 เตรียมนำบริษัททั้ง 3 บริษัทได้แก่ บริษัทโชคดีอินเตอร์เนชั่นแนลแฟรนส์ไชส์ บริษัทโชคดีอินเตอร์ฟู้ด และบริษัทโชคดีเรสเตอร์รองค์ ยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุน ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาชนลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปินส์ เป็นต้น โดยมีรูปแบบการลงทุนใน 2 ลักษณะ คือ การขายแฟรนไชส์ และการร่วมทุนกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ขณะที่การลงทุนในประเทศตั้งเป้าขยายแฟรนไชส์และการลงทุนเองให้ครบทุกจังหวัดที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยว
สำหรับภาพรวมทางธุรกิจในปีนี้ บริษัทได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองไม่สงบ ส่งผลให้เป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจลดลง 5% เทียบจากเป้าที่คาดว่าจะเติบโตได้ 10% มีรายได้ 100 ล้านบาท การขยายสาขาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จากเดิมเตรียมเปิด 8 สาขา สามารถเปิดได้เพียง 4 สาขา จะทยอยเปิดเดือนนี้-ม.ค.ปีหน้า เช่น สาขาถนนนวมินทร์ 66 โรงแรมฟูรามา ถนนเพชรบุรี อโศก เป็นต้น โดยเป็นการลงทุนเอง 1 สาขา และแฟรนไชส์ซีอีก 3 สาขา ขณะที่ปี 2554 จะขยายอีก 10 สาขา
นายธีรภพ กล่าวว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การเพิ่มเมนูอาหารทุกเทศกาล รวมถึงเพิ่มเมนูหลัก เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับลูกค้า โดยปีหน้าได้เตรียมจัดทำการดิลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงบ้านให้กับลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ซึ่งบริษัทมองว่าในปีหน้าธุรกิจกลุ่มอาหารยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี คนไทยจะมีกำลังซื้อมากขึ้น







