
เอกชนเปิดศึกชิงสินเชื่อปีหน้า
โพสต์ทูเดย์
— เอกชนประเมินปีหน้าความต้องการสินเชื่อโต 15% สวนทางธนาคารปล่อยกู้เพิ่มได้แค่ 10% ห่วงเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงแหล่งทุนนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในปี 2554 คาดว่าความต้องการสินเชื่อของภาคเอกชนน่าจะขยายตัวอยู่ในระดับเกิน 15% จากในปีนี้ที่มีสินเชื่อทั้งระบบอยู่ที่ 8.9 แสนล้านบาท เนื่องจากในบางกลุ่มอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตเกินเพดาน และถึงเวลาที่ต้องขยายการลงทุน แต่เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อของธนาคารน่าจะขยายตัวได้ 10% ลดลงจากปีนี้ที่ขยายตัว 1112% อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการบางกลุ่มได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
ขณะนี้ธนาคารมีนโยบายที่จะปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่มากขึ้น เนื่องจากคิดว่าการลงทุนมีแนวโน้มจะขยายตัว โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มเกษตรอาหาร ยานยนต์ ก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารยังมีความกังวลต่อการปล่อยสินเชื่อ จึงต้องเลือกกลุ่มเป้าหมาย
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แจ้งว่า ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 11 เดือน (ม.ค.พ.ย. 2553) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 3.77 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.18% ที่มีมูลค่าเงินลงทุน 3.55 แสนล้านบาท จำนวนโครงการทั้งหมด 1,409 ราย เพิ่มขึ้น 42.03% จาก 992 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงาน 1.62 แสนคน เพิ่มขึ้น 48.66% จาก 1.09 แสนคน
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูว่ายอดขอรับส่งเสริมการลงทุนอีก 1 เดือนที่เหลือจะช่วยให้ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนปีนี้ได้ถึง 4 แสนล้านบาทหรือไม่ หลังจากที่ปรับเป้าลงจาก 5 แสนล้านบาท โดยนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นยังเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 337 โครงการ รองลงมาคือ ยุโรป 177 โครงการ สิงคโปร์ 76 โครงการ สหรัฐอเมริกา 56 โครงการ ไต้หวัน 43 โครงการ และฮ่องกง 25 โครงการ
ประเภทกิจการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุดคือ บริการและสาธารณูปโภค 389 โครงการ รองลงมา คือ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เคมี กระดาษและพลาสติก ส่วนใหญ่มีขนาดลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนที่มีขนาด 1,000 ล้านบาทขึ้นไป มีเพียง 59 โครงการ
สำหรับความต้องการแรงงานระดับฝีมือของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในไตรมาส 3 (ก.ค.ก.ย.) อยู่ที่ 1.67 หมื่นราย ต่ำกว่าไตรมาสที่ 2 ถึง 2.52 หมื่นราย ต่ำสุดในรอบปี เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่กังวลถึงผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทที่จะมีผลต่อรายได้หลังจากแลกเงินสกุลเหรียญสหรัฐมาเป็นเงินบาทลดลง ทำให้หลายรายต้องชะลอการเพิ่มกำลังการผลิต บางรายหันไปใช้เทคโนโลยีแทนการใช้แรงงานคน
เป็นที่น่าสังเกตุว่าความต้องการแรงงานในไตรมาสที่ 3 ลดลงจากไตรมาสที่ 2 อย่างมาก เนื่องจากไตรมาส 2 เป็นช่วงที่ความต้องการสินค้าของทั่วโลกมีเพิ่มอย่างมากจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องเร่งกำลังการผลิต และที่สำคัญโรงงานที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์หลายแห่งขาดแคลนแรงงานในระดับ 5 แสนราย จึงจำเป็นต้องรับแรงงานเพิ่ม







