posttoday
เบื้องหลังดีล 3.3 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่ภัทร ทำไม่ได้

เบื้องหลังดีล 3.3 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่ภัทร ทำไม่ได้

13 ธันวาคม 2553

ดีลยักษ์ใหญ่ประวัติศาสตร์ สะเทือนวงการตลาดหุ้นอีกครั้ง ในวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ยกหุ้น ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ขายมูลค่ากว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ด้วยจำนวนหุ้นก้อนโต 236 ล้านหุ้น (15.56%) หากขายบนกระดานหุ้น 1 เดือนก็ขายไม่หมด ซ้ำยังฉุดราคาหุ้น PTTCH บนกระดานร่วงไม่รู้กี่ฟลอร์ และไม่รู้จะได้หุ้นครบหรือไม่

แต่เชื่อมั้ย!!! ว่าหุ้นก้อนนี้ สามารถขายได้หมดภายในไม่ถึง 4 ชั่วโมง ด้วยวิธีการเสนอขายหุ้นที่มีมูลค่าสูง โดยการรวบรวมความต้องการซื้อจากนักลงทุนทั่วโลก และกำหนดราคาภายในค่ำคืนนั้น (บุ๊กบิว) ผ่านตลาดหลักทรัพย์ (Overnight Placement Transaction)

หากไม่ใช่บริษัทหลักทรัพย์ที่มีเครือข่ายทั่วโลกแล้วไม่สามารถทำได้ และหากไม่ใช่ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร แล้ว ก็หาโบรกเกอร์รายไหนจะทำได้เช่นกัน

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะ บล.ภัทร มีเครือข่ายและพันธมิตรซึ่งมีลูกค้าทั่วโลกนั่นเอง!!!!

แต่ความสำเร็จที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ กว่าจะปิดดีลนี้ได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร นักลงทุนไทย นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศแล้วละก็ ดีลนี้มีโอกาสล่มมากกว่าสำเร็จ

เบื้องหลังความสำเร็จนี้ อนุวัฒน์ ร่วมสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดตราสารทุน สายงานวาณิชธนกิจและตลาดตราสารทุน บล.ภัทร เล่าว่า เริ่มตั้งแต่รอตลาดหุ้นปิดสนิทเวลา 17.00 น. จากนั้นจัดเตรียมเอกสาร เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงกดปุ่มสตาร์ต เวลา 22.00 น. เริ่มด้วยการโทรศัพท์ติดต่อหาเครือข่ายพันธมิตร ซึ่งมี 3 ราย คือ บล.ยูบีเอส วอร์เบิร์ก บล.เครดิตสวิส และแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ทำหน้าที่วิ่งหาลูกค้าเป้าหมาย จากนั้นเสนอขายหุ้นโดยวิธีการรวบรวมความต้องการซื้อ กระทั่งได้ราคาที่เหมาะสม 140 บาท ในภาวะแบบนี้ โดยทุกอย่างจบภายในเวลาไม่เกิน 34 ชั่วโมง หรือหลังเที่ยงคืนไปแล้ว

อนุวัฒน์ บอกว่า การทำบุ๊กบิวได้ผลตอบรับดีกว่าที่คาด มีดีมานด์ (ความต้องการ) เกือบ 2 เท่า ความตั้งใจแรกคือขาย 204 ล้านหุ้นเท่านั้น สุดท้ายเมื่อดีมานด์เข้ามามาก จึงได้เพิ่มจำนวนเป็น 236 ล้านหุ้น แยกเป็นต่างชาติซื้อ 82% ของมูลค่าการขาย 3.3 หมื่นล้านบาท นักลงทุนไทย 18% หากเปรียบเทียบการลงทุนสุทธิของต่างชาติทั้งปี 4 หมื่นล้านบาทแล้ว ดีลนี้ต่างชาติลงทุน 80% ของการซื้อสุทธิ

สำหรับข้อดีของวิธีนี้คือ เลือกเวลาที่เหมาะสมในการซื้อขายได้ ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าจะมีการซื้อขาย ทำให้ไม่มีราคาหุ้นก่อนทำรายการ นักลงทุนสามารถลงทุนหุ้นไซส์ใหญ่ๆ ได้

แต่ความยากก็มีคือ ต้องทำกับหุ้นที่ไซส์ใหญ่มากๆ โดยทำในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง ต้องหานักลงทุนที่ใช่ (เป้าหมาย) มีกำลังในการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนกระเป๋าหนัก สำคัญที่สุด ต้องรักษาความลับอย่างดี โดย “ไม่มีการคุยกันมาก่อนเลย” และที่ยากมากๆ สำหรับดีลนี้คือ กว่าจะเริ่มดำเนินการแจ้งลูกค้าได้ตอน 4 ทุ่ม

แน่นอนว่า ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้านักลงทุนสถาบันไทย โดยเฉพาะกองทุนรวมในประเทศต่างๆ ไม่ให้ความร่วมมืออยู่ดึกๆ ดื่นๆ แล้ว ดีลนี้ไม่สำเร็จแน่ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ความสามารถหรือกำลังซื้อของสถาบัน ตลอดจนกองทุนรวมต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“สิ่งที่เห็นนักลงทุนสถาบันไทย มีการตัดสินใจรวดเร็ว มีความสามารถในการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก คิดว่าตลาดหุ้นเราพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ต้องขอบคุณสถาบันไทยจริงๆ ที่ทำให้ดีลนี้สำเร็จได้”

และนี่ไม่ใช่ความสำเร็จแรกของ บล.ภัทร อาจจะเรียกได้ว่า บล.ภัทร เป็นเจ้าแรกที่ทำ และทำมาตั้งแต่ปี 2004 เป็นดีลแรกให้กับ ทรู คอร์ปอเรชั่น สำหรับปี 2553 ทำไว้ 4 ดีล เริ่มตั้งแต่เดือน ส.ค. ดีลขายหุ้นให้พฤกษา เรียลเอสเตท ขนาดเกือบ 3,000 ล้านบาท

ต่อมาเดือน ต.ค. ทำให้บีอีซีเวิลด์ (ช่อง 3) ของตระกูลมาลีนนท์ ขนาด 3,0004,000 ล้านบาท เดือน พ.ย. ราชบุรี–บ้านปู ขนาด 7,000 ล้านบาท และดีลที่ 4 ปูนซิเมนต์ไทย 3.3 หมื่นล้านบาท รวม 4 เดือน ราว 5 หมื่นล้านบาท

และดีล ปูนซิเมนต์ไทย อาจไม่ใช่ดีลสุดท้ายของปีนี้ก็ได้ ซึ่งอนุวัฒน์ พูดเป็นนัยๆ ว่า ในต่างประเทศ จะเห็นดีลเช่นนี้ทุกอาทิตย์ หรือตลาดดีๆ แทบจะมีทุกวัน แต่ของไทยผู้ถือหุ้นเดิมที่ต้องการขายหุ้นมีไม่มาก ขึ้นกับราคาและจังหวะ

“ภัทรมีบริษัท (สินค้า) ที่ดูแลอยู่ ระยะเวลาการประกาศทำขึ้นอยู่กับความพร้อม โอกาส ภาวะตลาด และภาวะเศรษฐกิจ” อนุวัฒน์ กล่าวเป็นนัยๆ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี