
เบื้องหลังดีล 3.3 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่ภัทร ทำไม่ได้
ดีลยักษ์ใหญ่ประวัติศาสตร์ สะเทือนวงการตลาดหุ้นอีกครั้ง ในวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ยกหุ้น ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ขายมูลค่ากว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ด้วยจำนวนหุ้นก้อนโต 236 ล้านหุ้น (15.56%) หากขายบนกระดานหุ้น 1 เดือนก็ขายไม่หมด ซ้ำยังฉุดราคาหุ้น PTTCH บนกระดานร่วงไม่รู้กี่ฟลอร์ และไม่รู้จะได้หุ้นครบหรือไม่
แต่เชื่อมั้ย!!! ว่าหุ้นก้อนนี้ สามารถขายได้หมดภายในไม่ถึง 4 ชั่วโมง ด้วยวิธีการเสนอขายหุ้นที่มีมูลค่าสูง โดยการรวบรวมความต้องการซื้อจากนักลงทุนทั่วโลก และกำหนดราคาภายในค่ำคืนนั้น (บุ๊กบิว) ผ่านตลาดหลักทรัพย์ (Overnight Placement Transaction)
หากไม่ใช่บริษัทหลักทรัพย์ที่มีเครือข่ายทั่วโลกแล้วไม่สามารถทำได้ และหากไม่ใช่ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร แล้ว ก็หาโบรกเกอร์รายไหนจะทำได้เช่นกัน
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะ บล.ภัทร มีเครือข่ายและพันธมิตรซึ่งมีลูกค้าทั่วโลกนั่นเอง!!!!
แต่ความสำเร็จที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ กว่าจะปิดดีลนี้ได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร นักลงทุนไทย นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศแล้วละก็ ดีลนี้มีโอกาสล่มมากกว่าสำเร็จ
เบื้องหลังความสำเร็จนี้ อนุวัฒน์ ร่วมสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดตราสารทุน สายงานวาณิชธนกิจและตลาดตราสารทุน บล.ภัทร เล่าว่า เริ่มตั้งแต่รอตลาดหุ้นปิดสนิทเวลา 17.00 น. จากนั้นจัดเตรียมเอกสาร เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงกดปุ่มสตาร์ต เวลา 22.00 น. เริ่มด้วยการโทรศัพท์ติดต่อหาเครือข่ายพันธมิตร ซึ่งมี 3 ราย คือ บล.ยูบีเอส วอร์เบิร์ก บล.เครดิตสวิส และแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ทำหน้าที่วิ่งหาลูกค้าเป้าหมาย จากนั้นเสนอขายหุ้นโดยวิธีการรวบรวมความต้องการซื้อ กระทั่งได้ราคาที่เหมาะสม 140 บาท ในภาวะแบบนี้ โดยทุกอย่างจบภายในเวลาไม่เกิน 34 ชั่วโมง หรือหลังเที่ยงคืนไปแล้ว
อนุวัฒน์ บอกว่า การทำบุ๊กบิวได้ผลตอบรับดีกว่าที่คาด มีดีมานด์ (ความต้องการ) เกือบ 2 เท่า ความตั้งใจแรกคือขาย 204 ล้านหุ้นเท่านั้น สุดท้ายเมื่อดีมานด์เข้ามามาก จึงได้เพิ่มจำนวนเป็น 236 ล้านหุ้น แยกเป็นต่างชาติซื้อ 82% ของมูลค่าการขาย 3.3 หมื่นล้านบาท นักลงทุนไทย 18% หากเปรียบเทียบการลงทุนสุทธิของต่างชาติทั้งปี 4 หมื่นล้านบาทแล้ว ดีลนี้ต่างชาติลงทุน 80% ของการซื้อสุทธิ
สำหรับข้อดีของวิธีนี้คือ เลือกเวลาที่เหมาะสมในการซื้อขายได้ ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าจะมีการซื้อขาย ทำให้ไม่มีราคาหุ้นก่อนทำรายการ นักลงทุนสามารถลงทุนหุ้นไซส์ใหญ่ๆ ได้
แต่ความยากก็มีคือ ต้องทำกับหุ้นที่ไซส์ใหญ่มากๆ โดยทำในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง ต้องหานักลงทุนที่ใช่ (เป้าหมาย) มีกำลังในการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนกระเป๋าหนัก สำคัญที่สุด ต้องรักษาความลับอย่างดี โดย
“ไม่มีการคุยกันมาก่อนเลย” และที่ยากมากๆ สำหรับดีลนี้คือ กว่าจะเริ่มดำเนินการแจ้งลูกค้าได้ตอน 4 ทุ่มแน่นอนว่า ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้านักลงทุนสถาบันไทย โดยเฉพาะกองทุนรวมในประเทศต่างๆ ไม่ให้ความร่วมมืออยู่ดึกๆ ดื่นๆ แล้ว ดีลนี้ไม่สำเร็จแน่ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ความสามารถหรือกำลังซื้อของสถาบัน ตลอดจนกองทุนรวมต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“
สิ่งที่เห็นนักลงทุนสถาบันไทย มีการตัดสินใจรวดเร็ว มีความสามารถในการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก คิดว่าตลาดหุ้นเราพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ต้องขอบคุณสถาบันไทยจริงๆ ที่ทำให้ดีลนี้สำเร็จได้”และนี่ไม่ใช่ความสำเร็จแรกของ บล.ภัทร อาจจะเรียกได้ว่า บล.ภัทร เป็นเจ้าแรกที่ทำ และทำมาตั้งแต่ปี 2004 เป็นดีลแรกให้กับ ทรู คอร์ปอเรชั่น สำหรับปี 2553 ทำไว้ 4 ดีล เริ่มตั้งแต่เดือน ส.ค. ดีลขายหุ้นให้พฤกษา เรียลเอสเตท ขนาดเกือบ 3,000 ล้านบาท
ต่อมาเดือน ต.ค. ทำให้บีอีซีเวิลด์ (ช่อง 3) ของตระกูลมาลีนนท์ ขนาด 3,0004,000 ล้านบาท เดือน พ.ย. ราชบุรี
–บ้านปู ขนาด 7,000 ล้านบาท และดีลที่ 4 ปูนซิเมนต์ไทย 3.3 หมื่นล้านบาท รวม 4 เดือน ราว 5 หมื่นล้านบาทและดีล ปูนซิเมนต์ไทย อาจไม่ใช่ดีลสุดท้ายของปีนี้ก็ได้ ซึ่งอนุวัฒน์ พูดเป็นนัยๆ ว่า ในต่างประเทศ จะเห็นดีลเช่นนี้ทุกอาทิตย์ หรือตลาดดีๆ แทบจะมีทุกวัน แต่ของไทยผู้ถือหุ้นเดิมที่ต้องการขายหุ้นมีไม่มาก ขึ้นกับราคาและจังหวะ
“
ภัทรมีบริษัท (สินค้า) ที่ดูแลอยู่ ระยะเวลาการประกาศทำขึ้นอยู่กับความพร้อม โอกาส ภาวะตลาด และภาวะเศรษฐกิจ” อนุวัฒน์ กล่าวเป็นนัยๆ






