posttoday
ทางสามแพร่งของการขึ้นดอกเบี้ย

ทางสามแพร่งของการขึ้นดอกเบี้ย

09 ธันวาคม 2553

....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

สัปดาห์ที่แล้วมีความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากในตลาดเงิน นั่นคือการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 2% ซึ่งสวนทางกับการคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์จากหลายๆ ค่าย ที่มีความเห็นว่าท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลเข้า และภาวะแข็งค่าของเงินบาท ธปท.คงไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ย เพราะนั่นหมายถึงการกระตุ้น (หรือยั่วยุ) ให้มีกระแสเงินร้อนไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไรจากผลตอบแทนที่สูงขึ้นอีก

แต่ก็นั่นแหละ ธปท.ก็มีเหตุผล (และหน้าที่) ที่ต้องดูแลไม่ให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นจนคุมไม่ได้ เพราะภาวะฟองสบู่จะผุดตามมาด้วย ตลอดจนผู้คนทางฝั่งแบงก์ชาติก็มีความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยก็โตแข็งแกร่งดีแล้ว ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยไม่น่าจะเป็นอุปสรรคของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และไม่น่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้จนถึงปีหน้าชะลอตัวแต่อย่างไร

และอาจเป็น “บุญเก่า” ของ ธปท. ที่ค่าเงินบาทในช่วงนี้ก็อ่อนตัวเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าในช่วงนี้เมื่อเทียบกับเงินสกุลยูโร ทั้งนี้เนื่องจากเศรษฐกิจทางแถบยูโรโซนกำลังมีปัญหาแก้ไม่ตกจากหนี้สาธารณะ ซึ่งหมูตัวที่ 3 อย่างโปรตุเกส ก็แสดงอาการว่าจะย่ำแย่ตามหมูอีก 2 ตัว คือ กรีซและไอร์แลนด์ ที่ต้อง “เข้าคอก” ไอเอ็มเอฟ หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) มาก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม พอปัญหาทางแถบยูโรโซนคลี่คลายลง ก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่ายังคงมีความไม่สมดุลด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกอยู่ นั่นคือเอเชียก็ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ทะลุเป้าและเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากมาย

ในขณะที่อเมริกาก็ยังคงมีปัญหาคนตกงาน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ยังอืด และยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล ตลอดจนปริมาณเงินที่ปั๊มออกมาจากมาตรการ QEII (Quantitative Easing 2) จะยังคงทะลักเข้าเอเชียเพื่อขอแชร์อัตราการเติบโตที่มีอย่างเหลือเฟือของประเทศในแถบเอเชีย และจะทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และที่จะตามมา คือ ประเทศในเอเชียก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดด้วยการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างหนัก เพื่อให้เงินของตัวเองอ่อนค่าลง เพื่อให้สามารถรักษาเป้าส่งออกและขีดแข่งขันของประเทศ ซึ่งการกระทำเช่นว่ามีทั้งต้นทุนและความเสี่ยง

กล่าวคือ มาตรการบรรเทาการแข็งของค่าเงินที่ประเทศต่างๆ ใช้ก็ด้วยการออกพันธบัตรเงินสกุลของตัวเพื่อดูดซับสภาพคล่องส่วนเกิน ในขณะเดียวกันก็นำเงินที่ได้ไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งมักทำโดยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ปัญหาก็คือดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตรสหรัฐจะต่ำกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายออกจากการดูดสภาพคล่อง ทำให้ธนาคารกลางต้องบันทึกผลขาดทุน และทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศก็ “บวม” ขึ้น และยิ่งมีเงินเหรียญสหรัฐมากเท่าไรก็ยิ่งขาดทุนมากขึ้น เพราะเงินเหรียญสหรัฐมีแต่ปักหัวลง ก็เล่นพิมพ์เงินออกมาตั้ง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จะให้ค่าเงินไม่อ่อนได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารกลางที่มีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินจะเจอทางสามแพร่งที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุ 3 เป้าหมายได้ในเวลาเดียวกัน นั่นคือการทำให้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ การทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายได้โดยเสรี และการมีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า Impossible Trinity หรือ 3 เป้าหมายที่บรรลุไม่ได้พร้อมกัน (บางครั้งจึงเรียกว่า Inconsistent Trinity เพราะ ณ เวลาหนึ่งๆ ธนาคารกลางบรรลุได้อย่างมาก 2 ใน 3 เป้าหมาย) เช่น การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ทำให้เงินทุนไหลเข้า และสร้างความผันผวนด้านค่าเงิน

แต่ถ้าต้องการทำให้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และให้เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างเสรี ก็ไม่สามารถดำเนินนโยบายอย่างเสรี โดยเฉพาะการขึ้นดอกเบี้ย คงไม่สามารถทำอย่างสบายใจอีกต่อไป ทั้งยังต้องเจอแรงกดดันจากฟากรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นการเติบโตของจีดีพี และฝั่งเอกชนที่อยากจะส่งออกได้มากๆ และใครล่ะที่ต้องถูกตำหนิถ้าเงินบาทเกิดทะลุ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐอีกครั้ง

งานนี้ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่คงต้องเตรียมตัวรับศึกหนัก

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน