posttoday
SCC-PTTCHถึงเวลาลากัน

SCC-PTTCHถึงเวลาลากัน

09 ธันวาคม 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

ธุรกรรมการขายหุ้นบริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ฉุดดัชนีลดลง 15.64 จุด ปิดตลาดที่ระดับ 1,025 จุด มูลค่าการซื้อขายพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ 75,456 ล้านบาท โดยทั้งสองบริษัทกลายเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเรียงตามลำดับ โดยราคาหุ้นบริษัทแรกปิดที่ 146 บาท ลดลง 8 บาท SCC ปิดที่ 338 บาท ลดลง 9 บาท

เรียกได้ว่าถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องแยกทางกันเดินแล้ว เมื่อกลุ่ม ปตท. (PTT) พร้อมจะรวมกิจการในเครือระหว่าง PTTCH กับบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR)

ขณะที่ SCC ก็พึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งวัตถุดิบจาก PTTCH ดังเช่นแต่ก่อน หนำซ้ำจังหวะยังดีราคายังพุ่งขึ้นสูงพอที่จะทำกำไรเพื่อนำไปลงทุนเสริมกิจการหลักให้แข็งแกร่ง

SCC ขายหุ้นสามัญเดิมที่ถือใน PTTCH จำนวน 236 ล้านหุ้น มูลค่ารวมประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท หรือหุ้นละ 140 บาทต่อหุ้น ให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในวงจำกัดผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทำให้ SCC จะมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีประมาณ 8,800 ล้านบาท ซึ่งจะบันทึกกำไรในงวดไตรมาส 4 ปี 2553 ในสภาพที่ยังคงถือหุ้น PTTCH อยู่จำนวน 67 ล้านหุ้น หรือ 4.42% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

สาเหตุที่ SCC ตัดสินใจขายหุ้น PTTCH เพราะราคาหุ้น PTTCH ปรับตัวขึ้น จนสัดส่วนราคาต่อกำไรปัจจุบันประมาณ 20 เท่า ซึ่งถือเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับมุมมองเกี่ยวกับการเติบโตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศที่มีอย่างจำกัด

นอกจากนี้ SCC ยังจะถูกลดบทบาทลง หากในอนาคต PTTCH มีการควบรวมกิจการกับบริษัท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ SCC ในบริษัทใหม่เหลือน้อยกว่า 20% จึงขายออกเพื่อนำเงินไปแสวงหาการลงทุนใหม่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เงินที่ได้จะใช้สำหรับการลงทุนในธุรกิจหลัก เป้าหมายผลตอบแทนขั้นต่ำ 15%

ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 SCC ขึ้นจากเดิมที่ 26,925 ล้านบาท เป็น 35,725 ล้านบาท เพื่อสะท้อนกำไรพิเศษดังกล่าว

การขายหุ้น PTTCH ออกไป SCC จะได้รับเงินสดหลังหักภาษีเข้ามา 2.68 หมื่นล้านบาท ทำให้มีสัดส่วนหนี้เงินกู้ต่อทุนลดลงจาก 1.12 เท่า เหลือ 0.82 เท่า แต่ผลเสียคือ SCC จะไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรตามวิธีส่วนได้เสียจาก PTTCH อีกต่อไป โดยปี 25542556 คาดว่าส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวจะอยู่ที่ 4,4004,600 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทน 16% ต่อปี เทียบกับเงินสดที่ SCC ได้รับ

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกำไรในปี 2554 SCC จะต้องนำเงินดังกล่าวไปแสวงหาการลงทุนใหม่ที่ได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่าเดิม โดยเฉพาะการซื้อกิจการอื่นที่สามารถสร้างผลตอบแทนคืนมาได้ทันที ขณะที่แผนการลงทุนรอบใหม่ที่ SCC ประกาศออกมาแล้ว คือ Petrochemical Complex ในเวียดนาม มูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (SCC ถือหุ้น 45%) โรงงานปูนซีเมนต์ขนาด 3 ล้านตัน ในอินโดนีเซีย มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท และโครงการขยายกำลังการผลิตเยื่อกระดาษมูลค่า 2,400 ล้านบาท ถือเป็นโครงการในอนาคตที่ยังไม่สร้างผลตอบแทนเข้ามาในปี 2554

การขายหุ้นครั้งนี้ทำให้ บล.เอเซีย พลัส เปลี่ยนวิธีกำหนดมูลค่าที่เหมาะสม จากสัดส่วนราคาต่อกำไรเป็นส่วนลดกระแสเงินสดและลดคำแนะนำจากซื้อเป็นถือ

นอกจากนั้น ยังปรับลดประมาณการกำไรปี 2554 ของ SCC ลงจากเดิม 9.3% เหลือ 28,752 ล้านบาท สะท้อนส่วนแบ่งกำไรตามวิธีส่วนได้เสียจาก PTTCH ที่หายไป รวมถึงมีการเปลี่ยนวิธีกำหนดมูลค่าที่เหมาะสมใหม่ จากเดิมที่ใช้วิธีสัดส่วนราคาต่อกำไร 14 เท่า มาเป็นวิธีส่วนลดกระแสเงินสด โดยใช้ WACC 11.15%

ภายใต้ Terminal growth rate 4% เพื่อให้สะท้อนภาพในอนาคต 5 ปีข้างหน้าของ SCC ที่เกิดจากผลตอบแทนของเงินลงทุนช่วงที่ผ่านมา จะให้ราคาหุ้นที่เหมาะสมที่ 365.5 บาท มีโอกาสปรับขึ้นจากราคาปัจจุบันอีกเพียง 5% จึงปรับลดคำแนะนำจากซื้อเป็นถือ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส อาจมีการทบทวนประมาณใหม่ หากมีรายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับโครงการใหม่ที่ SCC จะเข้าไปลงทุนหลังได้เงินจากการขายหุ้น PTTCH ครั้งนี้

ด้าน บล.ซีแอลเอสเอ เชื่อว่าหุ้น 22% ที่ SCC ขายออกไปจะทำให้กำไรที่รับรู้ใน SCC ลดลง 23% ส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรปี 2554 ประมาณ 5% โดยที่ผ่านมา PTTCH จัดหาวัตถุดิบคือเอทิลีนให้ SCC แต่สัญญานี้จะสิ้นสุดปี 2554 และ 2558 แต่ในความเป็นจริง SCC พร้อมที่จะมีผนึกแครกเกอร์ใหม่ขึ้นมาโดยลดการพึ่งพา PTTCH แล้ว

การขายหุ้นครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ บล.ซีแอลเอสเอเปลี่ยนมุมมองในการลงทุนหุ้น SCC และยังมีมุมมองเป็นบวกต่อธุรกิจซีเมนต์และปิโตรเคมีในปี 25542555 และยังแนะนำซื้อโดยให้ราคาเป้าหมาย 425 บาท

ขณะที่ PTTCH ก็ได้มีผู้ถือหุ้นใหม่ที่ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงรายเดียว แต่เป็นการกระจายผู้ถือหุ้นไปยังต่างประเทศ เพราะการขายครั้งนี้เป็นการจองข้ามคืนจากนักลงทุนนอกประเทศหลายราย ทำให้หุ้นมีสภาพคล่องหมุนเวียนดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก