posttoday
ดอกเบี้ยยังต้องขึ้น แม้ทุนนอกทะลัก 9  แสนล้าน

ดอกเบี้ยยังต้องขึ้น แม้ทุนนอกทะลัก 9 แสนล้าน

09 ธันวาคม 2553

วันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ “ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศไทยในทศวรรษหน้า” ว่า ภาพรวมอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น เพียงแต่ต้องดูจังหวะในการปรับขึ้น เพราะมีปัจจัยหลายอย่างมาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบ 1.4% โดยเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากอินเดีย

ประสาร บอกว่า สาเหตุที่มองอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงมีแรงกดดันให้เกิดการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยตลาดที่ต่ำในปัจจุบัน อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่

อย่างไรก็ตาม ประสาร มองว่า การที่เงินบาทแข็งค่า ไม่ได้เกิดจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างในประเทศและต่างประเทศ แต่เป็นผลจากพื้นฐานเศรษฐกิจมากกว่า เพราะถ้าหากดูค่าเงินบาทจากปัจจัยอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก ประเทศอื่นๆ ก็น่าจะมีเงินไหลเข้ามากกว่าไทยด้วยซ้ำ

ประสาร กล่าวว่า ขณะนี้ระดับความผันผวนค่าเงินบาทอยู่ที่ 3.4% ต่ำเป็นอันดับ 2 รองจากค่าเงินหยวนที่อยู่ในระดับ 1.2%

ดังนั้น ธปท.จะใช้นโยบายดูแลเงินบาทตามการเคลื่อนไหวของกลไกตลาด โดยมีเงื่อนไขว่าระดับความผันผวนจะอยู่ในระดับที่เศรษฐกิจรับได้ และสอดคล้องกับพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่ความสมดุลด้านเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยจะพิจารณาจากดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง

“การดูแลค่าเงินบาทของ ธปท.เป็นการดูแลให้ค่าเงินบาทไม่ผันผวน หรือแข็งเร็วเกินไป ซึ่งโดยปกติแล้วไม่มีธนาคารที่ไหนเสียสติปล่อยให้ค่าเงินของตัวเองนำประเทศอื่น” ประสาร กล่าว

ทั้งนี้ เพราะหากติดตามข้อมูลจะพบว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน มีเงินทุนไหลเข้าประเทศ ไทยแล้วกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ในจำนวนนี้เป็นผลจากเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 40% ของยอดเงินไหลเข้าทั้งหมด

ส่วนเงินทุนไหลเข้าในที่เหลืออีก 60% แบ่งเป็นเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินลงทุนในตลาดพันธบัตรที่มีปริมาณมากกว่าตลาดหุ้นถึง 3 เท่า รวมทั้งเงินลงทุนในสินทรัพย์อื่น หรือประเภทเงินลงทุนโดยตรง (FDI)

ประสาร เชื่อว่า เศรษฐกิจไตรมาส 4/2553 เทียบไตรมาสต่อไตรมาสจะขยายตัวในอัตราชะลอลง แต่เป็นการชะลอลงในด้านเทคนิคเท่านั้น แต่ไส้ในนั้นยังเติบโตได้ด้วยอุปสงค์ในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนหลักแทนการส่งออก

ข้อมูลของประสารนั้นสอดคล้องกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ว่า การดำเนินมาตรการ QE ทำให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดเงินและตลาดทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งไทย โดยในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดพันธบัตร ตลาดตราสารหนี้ร่วม 1.2 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เน้นเก็งกำไรจากดอกเบี้ยที่ต่างกัน และเก็งกำไรจากค่าเงินที่คาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าจากเศรษฐกิจสหรัฐและวิกฤตในยุโรป

เฉพาะ ณ วันที่ 7 ธ.ค. 2553 มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรจำนวน 12,599.72 ล้านบาท และเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนอีก 2,031 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทนับจากต้นปีถึงวันที่ 8 ธ.ค. 2553 แข็งค่าขึ้นมาแล้ว 9.5%

การทะลักเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศเข้าไทยจำนวนมหาศาลนั้นอาจจะยังไม่เต็มที่นักเมื่อพิจารณาข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่รายงานว่า ในไตรมาส 3/2553 นักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรเกิดใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออก คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 5.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาส 2 และสูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 17.2%

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเพราะประเทศไทยยังจมปลักอยู่กับการเมือง

แต่ปัจจัยสนับสนุนการไหลเข้าของเงินทุนมาจากเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวได้ดี โดยในปี 2553 และ 2554 จะสามารถขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 7.5% และ 4.5% ตามลำดับ โดยมีแรงส่งทั้งจากการใช้จ่ายภายในประเทศ และการส่งออกที่คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า

ทั้งนี้ สศค.คาดว่า ในปี 2553 ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ประมาณ 31.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และในปี 2554 จะอยู่ในช่วง 30.0031.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ดังนั้น ทุนนอกที่ไหลบ่าเข้าไทยในปีหน้า ก็ยังเป็นที่กังขาว่าจะมามากหรือมาน้อย แต่ต้องปรับตัวกัน

เพราะเงินไหลเข้าจากต่างประเทศมาลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ลงในตราสารหนี้ของรัฐบาลนั้น ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ลดลงจาก 4% เหลือแค่ 3% เศษ

แถมเงินที่เข้ามามากนั้น ทำให้สภาพคล่องล้นจนมีโอกาสเงินเฟ้อได้ ธปท.จึงต้องเข้าไปแทรกแซงทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในระดับที่ช้าลงบ้าง ไม่เช่นนั้นผู้ส่งออกปรับตัวไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท