
นิสสัน นาวาร่า เอ็มวาย 2011 ติดราวหลังคา...พกพาดีวีดี!!!
เมื่อช่วงต้นปี 2550 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการเปิดตัว นิสสันนาวาร่า ปิกอัพสายพันธุ์ใหม่เอี่ยมในเวลานั้นจากค่ายนิสสัน ซึ่งถือเป็นปิกอัพที่มาพร้อมความสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง จำได้ว่าช่วงนั้นผมถึงกับพาดหัวว่า
“นิสสัน นาวาร่า ครบถ้วนในหนึ่งเดียว!!!” เพื่อชื่นชมความครบถ้วนของรถคันนี้ ที่มาทั้งหน้าตา สมรรถนะ และอุปกรณ์มากมายเพียบทั้งรถหลังจากนั้นนิสสันก็ทำการปรับนู่น เปลี่ยนนี่ ให้กับรถยนต์คันนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับเล็กน้อยจนแทบจะไม่รู้สึก เอาที่จำกันได้ก็มีแค่ถอดเข็มทิศดิจิตอลออกจากกระจกมองหลัง รวมถึงการเพิ่มรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมของตลาด รวมถึงรุ่นซิงเกิลแค็บ ที่เป็นรุ่นขนของไว้เจาะกลุ่มลูกค้าใช้งานจริงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากกระแสข่าวที่ว่าในปี 2554 เรื่อยไปจนถึงปี 2555 นั้น ค่ายปิกอัพเตรียมขนอาวุธหนักมาอัดกันอย่างเพียบพร้อม ทำให้นิสสันเองต้องเร่งกระบวนทัพสำหรับตลาดปิกอัพเป็นการด่วน ด้วยการปรับสินค้าของตัวเองอีกครั้ง พร้อมเรียกว่าเป็นรุ่น เอ็มวาย 2011 หรือโมเดลสำหรับปี 2011 กันเลยทีเดียว
ผมขอสรุปสิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำหรับรถคันนี้เสียก่อน เอาจากสายตาที่มองเห็นก็คือเจ้าราวหลังคา หรือรูฟเรล ที่ติดตั้งมาในรุ่นใหม่เกือบทุกรุ่น ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างสำหรับบางรุ่น ดีวีดีพร้อมจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่ติดตั้งมาภายในตัวรถ เพิ่มเบาะภายในสีเทากราไฟท์ นอกจากนี้ก็มีการติดตั้งกุญแจอิมโมบิไลเซอร์ และแน่นอนของเล่นใหม่อย่างครุยส์คอนโทรลในรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด
ถามว่าปรับเยอะไหม ก็คงต้องบอกว่าปรับไม่มาก และปรับในตำแหน่งที่ไม่ค่อยจะจำเป็นกับการใช้งานรถเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผมเองค่อนข้างชอบรูปลักษณ์แบบเดิมๆ ของนาวาร่าอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าอุปกรณ์บางตัวก็ดูไม่จำเป็นไปสักเล็กน้อย แต่บางอย่างก็ทำให้รถดีขึ้นจริงจัง เช่น สีใหม่ของเบาะ ทำให้รถดูสปอร์ตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การขับขี่ก็ยังไม่แตกต่างจากรุ่นเดิมครับ การให้กำลังไหลลื่นอย่างต่อเนื่อง ระบบเบรกและพวงมาลัยที่เบาแต่ไว้ใจได้ เรื่องการขับขี่ถือว่าหายห่วงครับ ไม่ใช่ข้อกังขาใดๆ สำหรับรถรุ่นนี้อยู่แล้ว ระบบช่วงล่างก็ให้การตอบสนองที่ดี ไม่ว่าจะภายใต้ถนนแบบใด และการขับขี่ที่แตกต่างกันขนาดไหนก็ตามที
เครื่องยนต์ที่ติดตั้งมายังเป็นเครื่องวายดี 25 แบบ 4 สูบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์พ 16 วาล์ว ขนาด 2.5 ลิตร แบบคอมมอนเรลที่จ่ายน้ำมันด้วยปั๊มแรงดันสูงถึง 180 เมกะปาสคาล และติดตั้งระบบอินเตอร์คูลเลอร์มาให้ โดยรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อจะให้กำลังสูงสุดที่ 144 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุด 356 นิวตันเมตร ขณะที่รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุดที่ 174 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 403 นิวตันเมตร
สำหรับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่นิสสันชูเป็นจุดขายว่ามีการนำมาติดตั้งในเกียร์ธรรมดาเป็นครั้งแรกนั้น การใช้งานพื้นฐานถือว่าเข้าใจยากเอาเรื่อง สำหรับคนที่ไม่เคยใช้มาก่อน หรือขับรถเกียร์ธรรมดามาโดยตลอด ยิ่งมาเจอสภาพการขับขี่ของเพื่อนร่วมทางในประเทศไทย ต้องถือว่าเป็นระบบที่คงไม่ค่อยได้ใช้งานสักเท่าไรนัก เหมือนๆ กับที่ติดตั้งมาในเกียร์อัตโนมัตินั่นแหละครับ
อันนี้ผมไม่ได้กล่าวโทษนิสสันที่ติดตั้งมานะครับ ต้องพูดให้เคลียร์เสียก่อน เพราะนิสสันเองคงต้องหาอะไรใหม่ๆ มาให้กับรถรุ่นนี้อยู่แล้ว เพราะนับจากการเปิดตัว รถรุ่นนี้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ไว้ให้ค่ายปิกอัพต้องพัฒนาตัวเองตามมามากมาย แต่ระบบติดตั้งไปแล้วจะใช้งานได้ดี ได้จริงหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าสภาพการจราจรของเมืองไทยว่าอาจจะไม่เหมาะสมเอง
เนื่องจากนิสสันติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ๆ เข้าไปมาก เลยมีการขยับรุ่นย่อยออกมาได้อีกหลายรุ่นมาก ลูกค้าที่จะไปซื้อคงต้องเลือกให้ละเอียด แถมมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 1.5 หมื่นบาทขึ้นไป โดยตั้งเป้าหมายการขายเอาไว้ที่ 2 หมื่นคันในปีงบประมาณหน้า
เออ...ลืมไปอีกเรื่อง ถ้าไม่อยากโดนหาว่าเชย อย่าเผลอไปเรียก นิสสัน ฟรอนเทียร์ นะครับ เพราะไมเนอร์เชนจ์คราวนี้ นิสสันตัดสินใจตัดชื่อฟรอนเทียร์ออกจากตลาดอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีการปรับโลโก้ทุกอย่างออกเป็นที่เรียบร้อย
ถือเป็นการปิดตำนานของฟรอนเทียร์ และเป็นการเปิดตลาดใหม่สำหรับ
“นิสสัน นาวาร่า” อย่างเต็มตัวอีกครั้ง!!!






