posttoday
ตลาดหุ้นไทยปี 52 รับศก.ฟื้นดีดขึ้น 63%

ตลาดหุ้นไทยปี 52 รับศก.ฟื้นดีดขึ้น 63%

13 มกราคม 2553

ภาพรวมของภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยปี 2552 ปรับตัวดีขึ้นทุกด้าน มีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และผลประกอบการของบจ.

ภาพรวมของภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยปี 2552 ปรับตัวดีขึ้นทุกด้าน มีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และผลประกอบการของบจ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้สรุปภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นปี 2552 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยปิดที่ 734.54 จุด ปรับตัวสูงขึ้น 63.25% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2551 โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET index) มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ 411.27 จุดในเดือนมีนาคม และจุดสูงสุดที่ 751.86 จุดในเดือนตุลาคม

เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นรองจากอินโดนีเซีย ไต้หวัน และสิงคโปร์ แต่สูงกว่าฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง และมาเลเซีย ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai index) ปิดที่ 215.30 จุด เพิ่มขึ้น 32.14% จากสิ้นปี 2551 ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) รวมของ SET และ mai ณ สิ้นปี 2552 มีมูลค่า 5,912,231 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.67% จากสิ้นปี 2551 ตามการปรับขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์เป็นสำคัญ

สำหรับภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ในปี 2552 มีมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สูงสุดในรอบ 5 ปีนับจากปี 2548 โดยในปี 2552 การซื้อขายหลักทรัพย์ของ SET และ mai มีมูลค่ารวม 4,428,979 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.25% จากปี 2551 และมีมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยรายวัน 18,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.08% จากปี 2551

เมื่อพิจารณาการซื้อขายหลักทรัพย์แยกตามประเภทนักลงทุน ในปี 2552  บทบาทของนักลงทุนทั่วไปในประเทศเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สูงถึง 61% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมดและเป็นผู้ขายสุทธิ 37,027 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายลดลง เป็น 19.4% จาก 29.1% ในปี 2551

ด้านมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์แยกตามกลุ่มอุตสาหกรรมในปี 2552 พบว่า สัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของกลุ่มอุตสาหกรรมหลักส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับสัดส่วนในปี 2551 โดยกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายในปี 2552 อยู่ที่ 36%  21% และ 10% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์มีสัดส่วนการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็น 6% จาก 4% ในปี 2551 และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีสัดส่วนการซื้อขายลดลงเป็น 6% จาก 8% ในปี 2551 ทั้งนี้ หากพิจารณาสัดส่วนการซื้อขายแยกตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) พบว่า สัดส่วนมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในกลุ่ม SET50 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2551 โดยเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอันดับ 31-50 ที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเป็น 11% จาก 7% ในปี 2551

สำหรับจำนวนบัญชีที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2552 จำนวนบัญชีที่มีการซื้อขายในแต่ละเดือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความสนใจของนักลงทุนที่มากขึ้นตามการฟื้นตัวของดัชนีหลักทรัพย์ โดยในเดือนพฤศจิกายน 2552 มีจำนวนบัญชีที่มีการซื้อขายในเดือนเท่ากับ 127,976 บัญชี เพิ่มสูงขึ้น 41% จากเดือนมกราคม 2552 ทั้งนี้อัตราส่วนของบัญชีที่มีการซื้อขายต่อเดือน (Active Rate) เพิ่มสูงขึ้นจาก 17% ในเดือนมกราคม 2552 เป็น 23% ในเดือนพฤศจิกายน 2552 สำหรับจำนวนบัญชีอินเทอร์เนตที่มีการซื้อขายในเดือนพฤศจิกายน 2552 เท่ากับ 47,689 บัญชี เพิ่มขึ้น 64% จากเดือนมกราคม 2552 สัดส่วนมูลค่าการซื้อขายทางอินเทอร์เนตต่อมูลค่าการซื้อขายรวมในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2552 อยู่ที่ 21% เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2551

ส่วนผลสรุปภาวะตลาดอนุพันธ์ ในปี 2552 ภาวะการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการซื้อขายรวม 3.075 ล้านสัญญา เพิ่มขึ้น 43% จากปี 2551 และเพิ่มขึ้นถึง 14 เท่านับจากปี 2549 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) เท่ากับ 149% ในปี 2552 การซื้อขายส่วนใหญ่เป็นการซื้อขาย SET50 Index Futures ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงขึ้นตามภาวะตลาดที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก อีกทั้งในปี 2552 ตลาดอนุพันธ์ได้มีการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมากตามการปรับขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มสินค้าใหม่โดยเพิ่มหลักทรัพย์อ้างอิง (Underlying Assets) ของสัญญาล่วงหน้าที่อ้างอิงกับหุ้นสามัญรายตัว  Single Stock Futures ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนเช่นกัน และมีส่วนช่วยให้ปริมาณการซื้อขายสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ภาพรวมด้านการระดมทุนในรูปตราสารทุนในปี 2552 พบว่า มีมูลค่า 35,131 ล้านบาท ลดลงจากปี 2551 ประมาณ 31.3% โดยปรับลดลงทั้งในส่วนของการระดมทุนในตลาดแรกและตลาดรอง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการเงินทุนเพื่อการลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำจากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวและกำลังการผลิตส่วนเกินในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาวะตลาดหลักทรัพย์นับแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2552 ทำให้มีบริษัทจดทะเบียนเข้าระดมทุนในตลาดแรก (IPO) มากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและภาวะตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล