
ช.การช่าง ฟื้นแล้ว
....เจียรนัย อุตะมะ
เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารบริษัท ช.การช่าง (CK) ประกอบด้วย
“ประเสริฐ มริตตนะพร” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ “วรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ “อรุณี ตรีวิศวเวทย์” ผู้จัดการฝ่ายวางแผนและการเงิน และ “รักชนก ตรีวิศวเวทย์” ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ได้นำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนและนักวิเคราะห์“
วรพจน์” กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะมีกำไรเล็กน้อยจากเป้าหมายรายได้ที่ตั้งไว้ 7,000 ล้านบาท จากงวด 9 เดือนแรกปีนี้ที่มีรายได้ 6,101 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 186 ล้านบาทไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทพลิกมามีกำไรสุทธิ 173 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 185 ล้านบาท และไตรมาส 2 ปีนี้ที่มีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท และรายได้จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4 ปีนี้ เนื่องมาจากงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว
“
รักชนก” เสริมว่า ครึ่งหลังปีนี้แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทจะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยงานในมือ 1.2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันอัตรากำไรไม่เป็นศูนย์และติดลบ และ 89% ของมูลค่าโครงการที่มีเงินชดเชยค่างานก่อสร้างนอกจากนั้น ยังคาดว่างานในมือมีโอกาสแตะระดับกว่าแสนล้านบาท ภายหลังเซ็นสัญญารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 2 และ 5 ปีนี้มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท และเริ่มก่อสร้างปีหน้า และโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี แนวโน้มระยะยาวยังมีโอกาสได้งานเพิ่มทั้งงานต่างประเทศ และงานในประเทศ เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดงที่จะยื่นประมูลกลางเดือนนี้ และรู้ผลปีหน้า สายสีเขียว และสายสีชมพู ที่บริษัทเข้าร่วมประมูล ที่คาดว่าจะเริ่มประกวดราคากลางปี 2554
งานในมือ 1.2 หมื่นล้านบาท มาจากรถไฟฟ้าสายสีม่วงคงเหลือ 8,609 ล้านบาท อุโมงค์ผันน้ำจากเจ้าพระยาตะวันออกไปบางพระ 1,110 ล้านบาท เขื่อนน้ำงึม 2 และโครงการศูนย์การศึกษาและสิ่งแวดล้อมกว่า 300 ล้านบาท โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงมีความคืบหน้า 20%
สำหรับปีหน้า
“วรพจน์” ประมาณการว่า รายได้ของ CK จะไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท จากโครงการก่อสร้าง 1.21.3 หมื่นล้านบาท และที่เหลือเป็นการรับรู้รายได้จากโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี และคาดว่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้น 710%ปี 25542555 CK ตั้งงบลงทุนไว้ที่กว่า 900 ล้านบาท และ 1,100 ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อลงทุนในเขื่อนน้ำงึม 2 โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีมูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท และโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก บางปะอิน โคเจเนอเรชัน และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บริษัท นครราชสีมา โซลาร์ รวมมูลค่า 4,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ แม้ว่า CK มีโอกาสที่งานในมือจะเพิ่มขึ้นแตะระดับกว่าแสนล้านบาท และแผนสามปีนี้ไม่มีนโยบายเพิ่มทุนเนื่องจากเชื่อว่า จะมีเงินสดเพียงพอจากเงินปันผลของบริษัทร่วมทุนคือ บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี (SEAN) ผู้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าน้ำงึม 2 ที่บริษัทจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2554 และ CK จะถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 30% โดยบริษัทนี้มีรายได้ปีละ 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าเดือน ธ.ค.นี้ จะผลิตและขายไฟฟ้าได้ รวมถึงมีกำไรและเงินปันผลอย่างเต็มที่ปีแรกปีหน้า
ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรตามวิธีส่วนได้เสียจากบริษัทร่วม ไม่ว่าจะเป็นบริษัท น้ำประปาไทย (TTW) บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคิน ให้ความเห็นว่า ความที่ CK เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการภาครัฐยังมีความเสี่ยง
ประการแรก จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลลาวที่บริษัทคาดหวังการเติบโตระยะยาวจากงานในมือของโครงการสร้างเขื่อนและจากภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ยังคงสูง
ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุก่อสร้าง
“
แนวโน้มราคาวัสดุก่อสร้างปีหน้าคาดว่าราคาคงขึ้นไม่มากทั้งราคาปูน ราคาเหล็กและราคาน้ำมันที่คาดว่าไม่ขยับพุ่งขึ้นสูงมากเท่าสามปีก่อน” ประเสริฐ กล่าวประการที่สาม สถานการณ์การเมืองที่มีผลต่อนโยบายภาครัฐ







