
ดอกเบี้ยขาขึ้นผลดีกับแบงก์ใหญ่
....จิตรา อมรธรรม
....จิตรา อมรธรรม
ในวันพุธที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้สร้างความประหลาดใจให้ตลาดหุ้นโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 2% รวมแล้วเป็นการปรับขึ้นทั้งหมด 0.75% สำหรับปีนี้ แม้ว่าตลาดจะคาดกันอยู่แล้วว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น แต่ครั้งนี้มาเร็วกว่าที่คาด และเกิดขึ้นในฤดูกาลของสินเชื่อพอดี ยิ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์จะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและรายได้รับดอกเบี้ยสุทธิ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังเป็นแนวโน้มขาขึ้นต่อไปในปีหน้า และคาดว่าจะขึ้นไม่ต่ำกว่า 1% ในปีหน้า ในขณะที่การคาดการณ์เฉลี่ยที่รวบรวมโดย Bloomberg คาดว่าจะปรับขึ้น 0.75% ในปีหน้า FSS คาดว่าธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยธนาคารน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำนำร่องไปก่อนจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราเดียวกัน
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีโครงสร้างสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ที่เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ทันที (RateSensitive Asset : RSA) และมีในอัตราส่วนที่มากกว่าหนี้สินที่สามารถเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ทันที (RateSensitive Liabilities : RSL) หรือเปิดสถานะส่วนต่างเป็นบวก ซึ่งโครงสร้างเช่นนี้จะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีรายรับดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมากกว่ารายจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเราจะเห็นปรากฏการณ์นี้ในช่วงต้นๆ ของวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น
FSS ได้ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดของกลุ่มธนาคารประจำงวดเดือน มิ.ย. 2553 ซึ่งเป็นงวดที่ธนาคารครบกำหนดชี้แจงเกี่ยวกับความเสี่ยงของการปรับอัตราดอกเบี้ย และพบว่าธนาคารส่วนใหญ่ได้เริ่มมีการปรับโครงสร้างเงินฝากให้มีสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (ซึ่งมีต้นทุนต่ำและจะยังไม่ถูกปรับอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้) ให้มีสัดส่วนมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากดอกเบี้ยเงินฝากขาขึ้น แต่โครงสร้างสินเชื่อไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก คือส่วนใหญ่ยังเป็นดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นเต็มที่
จากการทดสอบความอ่อนไหวของ RSA และ RSL ต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย 1% ทันทีทั้งเงินฝากและเงินกู้ คาดว่ากลุ่มธนาคาร (ไม่รวมเช่าซื้อ) จะมีส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่มประมาณ 0.24% ต่อปี โดย KTB, KBANK และ SCB จะมีส่วนต่างดอกเบี้ยปรับขึ้นสูงสุดในกลุ่มคือประมาณ 0.5% ผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทุกๆ 1%
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อจะเสียประโยชน์ เพราะรายได้ดอกเบี้ยส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยคงที่ แต่มีค่าใช้จ่ายเงินฝากส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยลอยตัว ดังนั้น รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะลดลง บนสมมติฐานการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทันทีพร้อมๆ กัน 1% ทั้งนี้สังเกตว่า TCAP จะอยู่ในสถานะดีที่สุดในกลุ่มจากการ ควบรวมกับ SCIB ทำให้มีส่วนผสมเงินฝากดอกเบี้ยต่ำมากขึ้น
ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ทั้งนี้ KTB, KBANK และ SCB ได้ประโยชน์ที่สุดจากโครงสร้างเงินฝากดอกเบี้ยต่ำในสัดส่วนสูงสุด ราคาตามปัจจัยพื้นฐานของ KTB เท่ากับ 19 บาท KBANK 140 บาท SCB 136 บาท ในขณะที่กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ (TISCO, KK) จะเสียประโยชน์ (อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่ชอบปันผล เลือก TISCO ยังพอไหวและคุ้มกว่า KK) ส่วน TCAP ดีกว่า TISCO และ KK เพราะได้รับผลดีจากการผสมเงินฝากดอกเบี้ยต่ำจาก SCIB เข้ามาช่วย สำหรับราคาพื้นฐานของ TCAP เท่ากับ 45 บาท ยังพอจะหาจังหวะซื้อเมื่ออ่อนตัวได้เช่นกันค่ะ







