
พารากอนอัดหนักรับปีหน้าค้าปลีกแข่งเดือด
โพสต์ทูเดย์
— สยามพารากอนชี้ปีหน้าค้าปลีกแข่งดุ ผู้บริโภคระวังใช้เงิน เล็งอัดงบหนัก ล่าสุดทุ่ม 100 ล้าน ฉลอง 5 ปีตลอด ธ.ค.นี้นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ผู้บริหารอาวุโส สายการตลาด บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจค้าปลีกในปี 2554 มีโอกาสเติบโต 35% เพราะเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นและรายได้ของประชาชนสูงขึ้น ขณะเดียวกันตลาดจะแข่งขันสูง เนื่องจากมีศูนย์ค้าปลีกเกิดขึ้นใหม่ทุกโซนของ กทม.
นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยปัจจุบันพัฒนาเป็นนักช็อปมืออาชีพ รู้จักเวลาในการใช้จ่ายเงินแต่ละครั้ง พิจารณาและระมัดระวังมากขึ้นในการจับจ่ายซื้อของ ถือเป็นปัจจัยท้าทายให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องปรับตัว หากลยุทธ์ที่เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนมากที่สุด
สำหรับปีหน้าบริษัทจะใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้นอีก 20% จัดกิจกรรมตลอดปีมากกว่า 350 งาน เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโตอีก 56% โดยปีที่แล้วใช้งบไปเพียง 400 ล้านบาท จากที่ตั้งไว้ 600 ล้านบาท เนื่องจากศูนย์การค้าปิดให้บริการไป 1 เดือน ในช่วงการเมืองมีปัญหา
และมีศูนย์ค้าปลีกเกิดขึ้นใหม่ในทุกโซนของ กทม. แต่ทั้งนี้ ตลาดค้าปลีกในปีหน้าจะแข่งขันรุนแรงมากขึ้น เนื่องจาก การพัฒนาของผู้บริโภคที่เป็นนักชอปมืออาชีพ และรู้จักเวลาในการใช้จ่ายเงินแต่ละครั้ง การมีสื่อใหม่ โซเชี่ยล เน็คเวิร์ค เข้ามามากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องปรับตัวใหม่ ด้วยการใช้ ครีเอทีฟ ไดนามิค ที่มุ่งเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนมากที่สุด
ขณะเดียวกันในปีหน้ามีปัจจัยที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ เศรษฐกิจโลก ที่มีปัญหาเศรษฐกิจยุโรปอ่อนแออยู่ ปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศผันผวน การส่งออกของไทยที่ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก ส่วนปัจจัยที่บริษัทกังวลมากที่สุดคือ การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ที่ระมัดระวังและพิจารณาในการใช้จ่ายเงินแต่ละครั้งมากขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่มีผลต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่าสุด บริษัทได้ทุ่มงบ 100 ล้านบาท จัดแคมเปญใหญ่ฉลองครบรอบ 5 ปี ของศูนย์การค้าสยามพารากอนในชื่อ
“สยามพารากอน เดอะ กลอเรียส ฟิฟท์ แอนนิเวอร์ซารี” อย่างยิ่งใหญ่ตลอดเดือน ธ.ค.นี้ พร้อมจับมือกับคู่ค้าภายในศูนย์ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 80% เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปีนี้ดังนั้น ปีนี้คาดว่าบริษัทจะมียอดขายรวม 1 หมื่นล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน โดยยอดขายของบริษัทกลับมาเติบโตได้ดีในช่วงปลายปี และในช่วงครึ่งปีหลังมียอดขายเติบโตถึง 20% แตกต่างจากครึ่งปีแรกมียอดขายติดลบ 20% เนื่องจากปัญหาการเมืองทำให้ต้องปิดให้บริการศูนย์การค้าไป 1 เดือนซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วลูกค้ามียอดใช้จ่ายในศูนย์ต่อครั้งประมาณ 3,0005,000 บาท
ทั้งการแสดงชุดพิเศษ และกิจกรรมพิเศษมากมาย โดยมีไฮไลท์ที่ การจัดแสดงชุด เดอะ แกรนเดอร์ ออฟ รามายณะ ซึ่งเป็น การแสดงมหากาพย์รามเกียรติ์ที่รวมศิลปะไทยชั้นสูง 5 แขนงได้แก่ โขน หนังใหญ่ หุ่นละครเล็ก ดนตรีไทยประยุกต์ และภาพจิตกรรมไทย ประกอบกราฟฟิกแอนนิเมชั่นสุดวิจิตรบนจอภาพแอลอีดี โดยทีมนักแสดงถึง 120 คน เริ่มแสดง 1012 ธ.ค.นี้ เวลา 19.00 น. ที่ชั้นเอ็ม สยามพารากอน พร้อมกันนี้ได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ สวารอฟสกี้ จัดต้นคริสต์มาสประดับคริสตัลของสวารอฟสกี้ แห่งเดียวในเอเชีย โดยมีเม็ดคริสตัลจำนวนกว่า 25,000 ชิ้น, จัดงานสยามพารากอน คริสมาสต์ คานิวัล2010 ที่นำขบวนหนูน้อยซานตาคอส และซานตาริน่า กว่า 100 คนมาแสดง และนำการแสดงชุด ฟลามิงโก แอน กริฟฟอน สติล โชว์ ที่มาจากสหรัฐ มาร่วมแสดงในไทย เริ่มแสดงวันที่ 16 ธ.ค.ที่ลานพาร์ค พารากอน ส่วนในช่วงเคาท์ดาวน์ปีใหม่ ได้จัดแสดงเทศกาลดนตรีครั้งใหญ่ ที่มีศิลปินชื่อดังจำนวนมาก และใช้เทคนิคการแสดงที่รวมศิลปะ ดนตรี และดิจิตอลไว้ด้วยกัน เริ่มจัดตั้งแต่ 1531 ธ.ค.ที่ลานพาร์ค พารากอน
ขณะที่แคมเปญส่งเสริมการขาย ได้ร่วมกับร้านค้าในศูนย์ลดราคาสินค้า 80% และเมื่อลูกค้าเลือกซื้อสินค้าครบ 10 บาทจะได้รับไมล์การบินไทย 1 ไมล์ โดยเชื่อมั่นว่า จากกิจกรรมครั้งใหญ่ส่งท้ายปีของสยามพารากอน จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้า 200,000 คนต่อวัน แบ่งสัดส่วนเป็น คนไทย 70% และต่างชาติ 30% เชื่อว่าทำให้สิ้นปีนี้บริษัทมียอดขายรวม 10,000 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน โดยยอดขายของบริษัทกลับมาเติบโตได้ดีในช่วงปลายปี และในครึ่งปีหลังมียอดขายเติบโตถึง 20% แตกต่างจากครึ่งปีแรกมียอดขายติดลบ 20% เนื่องจากปัจจัยลบทางการเมืองทำให้ต้องปิดให้บริการศูนย์การค้า ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วลูกค้ามียอดใช้จ่ายในศูนย์ต่อครั้งประมาณ 3,0005,000 บาท
ส่วนแผนงานของบริษัทในปี 54 จะใช้งบการตลาดประมาณ 20% ของยอดขาย จัดกิจกรรมตลอดปีมากกว่า 350 งาน โดยงบการตลาดในปีหน้าปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 53 ที่ผ่านมาที่ได้ใช้งบไปเพียง 400 ล้านบาทเท่านั้น จากงบทั้งปีที่วางไว้ 600 ล้านบาท เนื่องจากปิดศูนย์การค้าไปประมาณ 1 เดือน จึงต้องนำงบการตลาดที่ไม่ได้ใช้ในปี 53 มารวมใช้ในปี 54 แทน พร้อมกับวางเป้าหมายในปีหน้าจะสร้างยอดขายรวมเติบโต 56%
“
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาศูนย์การค้าสยามพารากอนประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย อยู่ในใจผู้บริโภค อยู่ในใจนักท่องเที่ยว และสร้างสิ่งใหม่ให้แก่วงการค้าปลีกที่ไม่ใช้ยอดขาย ภายใต้แนวคิด เวิลด์ คลาส ชอปปิง เดสทิเนชั่น ส่วนอีก 5 ปีข่างหน้ามองว่า ผู้บริโภคมีคุณภาพมากขึ้น สยามพารากอนจะเป็นศูนย์ค้าปลีกที่มีความชำนาญมากขึ้น และมีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในศูนย์การค้า”นายเกรียงศักดิ์ กล่าวถึง ทิศทางธุรกิจค้าปลีกในปี 54 ว่า มีโอกาสเติบโต 35% เพราะเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น และรายได้ของประชาชนสูงขึ้น และมีศูนย์ค้าปลีกเกิดขึ้นใหม่ในทุกโซนของ กทม. แต่ทั้งนี้ ตลาดค้าปลีกในปีหน้าจะแข่งขันรุนแรงมากขึ้น เนื่องจาก การพัฒนาของผู้บริโภคที่เป็นนักชอปมืออาชีพ และรู้จักเวลาในการใช้จ่ายเงินแต่ละครั้ง การมีสื่อใหม่ โซเชี่ยล เน็คเวิร์ค เข้ามามากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องปรับตัวใหม่ ด้วยการใช้ ครีเอทีฟ ไดนามิค ที่มุ่งเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนมากที่สุด
ขณะเดียวกันในปีหน้ามีปัจจัยที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ เศรษฐกิจโลก ที่มีปัญหาเศรษฐกิจยุโรปอ่อนแออยู่ ปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศผันผวน การส่งออกของไทยที่ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก ส่วนปัจจัยที่บริษัทกังวลมากที่สุดคือ การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ที่ระมัดระวังและพิจารณาในการใช้จ่ายเงินแต่ละครั้งมากขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่มีผลต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ







