
เสนอคปภ.เปิดเสรีเบี้ยประกัน
คู่ขนานดำรงเงินกองทุนใหม่ รองรับต่างชาติเฮโลเข้าไทย
โพสต์ทูเดย์
— เอกชนชง คปภ.เปิดเสรีเบี้ยประกัน ค่านายหน้า เตรียมรับมือเปิดเสรีการค้านางนิตยา พิริยะธรรมวงศ์ เลขาธิการสำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย (IPRB) เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจประกันภัยไทยหลังใช้ RBC หรือดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง เห็นด้วยที่ควรจะเปิดเสรีการคิดเบี้ยประกันภัย เพื่อรองรับการแข่งขันกับประกันต่างชาติที่จะเข้ามาทำธุรกิจในไทยในอนาคตหลังเปิดเสรี เพราะมองว่าบริษัทประกันภัยเริ่มทำการดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง หรือ RBC เพราะปัจจุบันทุกบริษัทมีราคาเบี้ยประกันภัยของแต่ละบริษัท ซึ่งได้หารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในเบื้องต้นว่าควรจะเริ่มผ่อนคลาย แม้ไม่เปิดเสรีในทันที
เนื่องจากปัจจุบันมีการกำหนดพิกัดอัตราเบี้ยประกันที่ชัดเจนไว้เพียง 2 กลุ่มประเภทธุรกิจ คือ ประกันภัยรถยนต์ และประกันอัคคีภัย ส่วนประกันภัยประเภทอื่นๆ มีการวางกรอบไว้กว้างๆ เท่านั้น
นางนิตยา กล่าวว่า หากจะเปิดเสรีเบี้ยประกันอัคคีภัย จะไม่ทำให้บริษัทประกันภัยขนาดเล็กเดือดร้อน แม้ต้นทุนการดำเนินงานจะสูงกว่ารายใหญ่ เนื่องจากอัตราความเสียหาย หรือค่าสินไหมทดแทนของประกันอัคคีภัยต่ำมากอยู่ประมาณ 20% หากบริหารค่าใช้จ่ายและค่านายหน้าอยู่ในระดับที่พอเหมาะ สามารถที่แข่งขันได้หากมีการเปิดเสรีเบี้ยประกันอัคคีภัย
สำหรับประกันภัยรถยนต์ มีการกำหนดเบี้ยฐานต่ำ และเบี้ยสูงสุดไว้ ซึ่งมีความห่างกันอย่างมากระหว่างราคาต่ำสุด กับราคาสูงสุด เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทประกันภัยได้บริหารจัดการต้นทุนให้เหมาะสม เชื่อว่าหากมีการเปิดเสรีทุกบริษัทจะสามารถอยู่ได้
นางนิตยา กล่าวว่า เมื่อมีการใช้เกณฑ์ดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง ควรจะมีการเปิดเสรีเบี้ยประกันภัยได้แล้ว เนื่องจากมีการกันสำรองความเสี่ยงอย่างเต็มที่แล้ว ถึงเวลาที่จะเปิดให้บริษัทประกันภัยสามารถกำหนดราคาขายได้เสรีตามกำลังเงินกองทุนของแต่ละบริษัท
นายกรกฤต คำเรืองฤทธิ์ รองประธาน คณะกรรมการการบัญชีการเงินและการลงทุน สมาคมประกันวินาศภัย กล่าวว่า การกำหนดพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยที่แน่นอน เป็นการเลี้ยงดูบริษัทประกันภัยทุกขนาดให้อยู่ได้ ซึ่งการดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง จะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกบริษัทได้ปรับตัว ปรับพอร์ตการรับประกัน ปรับสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับความเสี่ยง และจัดส่วนผสมให้เข้มแข็ง เมื่อเปิดเสรีทุกบริษัทจะได้ไปพร้อมกันทั้งบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทขนาดเล็ก
“
การที่ให้เวลาในการดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยงจากน้อยไปหามาก เพื่อให้โอกาสบริษัทขนาดเล็ก เพราะเห็นประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่นมาแล้วพอประกาศใช้ปุ๊บบริษัทหายไปประมาณ 30% ส่วนการเปิดเสรีมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย” นายกรกฤต กล่าว






