
ทีดีอาร์ไอ ฟันธงกม.ร่วมทุนไม่ทันปีหน้า
ทีดีอาร์ไอ ฟันธงกฎหมายร่วมทุนไม่ทันปีหน้า ชี้ไม่ควรกำหนดวงเงิน กำหนดกรรมการพีพีพีมีนักการเมืองไม่เกิน 2 คน ด้าน “กิติพงศ์”เสนอให้กำหนดเงื่อนไขโครงการร่วมทุนต้องจดทะเบียนในตลาดตลาดหลักทรัพย์ฯ ตรวจประวัติภาษีผุ้ร่วมประมูลก่อน
ทีดีอาร์ไอ ฟันธงกฎหมายร่วมทุนไม่ทันปีหน้า ชี้ไม่ควรกำหนดวงเงิน กำหนดกรรมการพีพีพีมีนักการเมืองไม่เกิน 2 คน ด้าน “กิติพงศ์”เสนอให้กำหนดเงื่อนไขโครงการร่วมทุนต้องจดทะเบียนในตลาดตลาดหลักทรัพย์ฯ ตรวจประวัติภาษีผุ้ร่วมประมูลก่อน
นายนิพนธ์ พัวพงศ์กร ประธานสถาบันวิจัยพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน (สวตท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเรื่อง “ข้อเสนอการปฏิรูปกรอบนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน(PPP) ว่ารัฐบาลต้องเร่งผลักดันพรบ.ร่วมทุนฉบับใหม่ มีความเห็นว่าไม่ควรจะกำหนดมูลค่าโครงการที่จะเขาข่ายพรบ.ร่วมทุน เนื่องจากโครงการแต่ละประเภทมีมูลค่าแตกต่างกัน เช่น โครงการด้านสังคมอาจจะเล็กว่าเศรษฐกิจ และโครงการในเมืองใหญ่ว่าโครงการในชนบทเป็นต้น
ในขณะเดียวกันมีการทบทวนขนาดโครงการทุก 3-5 ปี และมีการจัดทำแผนแม่บทและแผนรายปี รวมทั้งจัดทำแนวปฎิบัติหรือคู่มือจัดทำข้อเสนอ รวมทั้งควรมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางทำหน้าที่ศึกษาผลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)แทนเอกชน ด้านคณะกรรมการพีพีพีเห็นว่าควรมีกรรมการไม่เกิน 12-14 คน ควรเป็นกึ่งการเมืองและกึ่งเทคนิค โดยให้นักเมืองเป็นกรรมการเพียง 2 คน คือให้นายรัฐมนตรีเป็นประธาน รมว.คลัง ปลัดกระทรวงการคลังเป็นเลขานุการและ ผู้อำนวยการพีพีเป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยกำหนดคุณสมบัติกรรมการจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ และที่สำคัญจะต้องแจ้งทรัพย์สินให้ปปช. รวมทั้งควรมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางในการกำกับดูแลหรือสถาบัน PPP เพื่อติดตามปละประเมินผลกระบวนการทำงานโดยให้ภาคเอกชนจะต้องเจียดเงินเป็นปอร์เซ็นต์เพื่อให้เป็นค่าตอบแทน และควรมีการจัดตังกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายให้กับภาคเอกชนในกรณีที่เกิดปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริต
นอกจากนี้ต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมกรรมการกับกับดูแลสัญญา จัดทำสัญญามาตรฐาน และคำนึงถึงการทำสัญญาและการกำกับสัญญา ซึ่งมีโครงการจำนวนมากที่เสนอราคาประมูลสูงเกินจริงแล้วมีการข้อแก้ไขสัญญาภายหลัง โดยจะต้องมีกระบวนการตรวจสอบ มีคณะกรรมการระงับข้อพิพาท
อย่างไรก็ตาม แต่เชื่อว่าร่างกฎหมายร่วมทุนฉบับใหม่ไม่สามารถที่จะนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร์ได้ภายในเดือนมี.ค.- เม.ย. 2554 ตามที่นายกรณ์ จาติวนิช รมวงการคลังประกาศไว้ ซึ่งอย่างน้อยจะต้องใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี ใขณะเดียวกันภาครัฐข้อกำกัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังนั้นต้องหาแนวทางการรองรับ เช่น เริ่มโครงการทดลอง 3-4 โครงการก่อน และให้ธนาคารโลกเข้ามาเป็นหุ้นส่วนหรือคำปรึกษา ก่อนที่กฎหมายใหญ่จะมีผลบังคบใช้
นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ กล่าวว่า สนับสนุนการแก้ไขพรบ.ร่วมทุน 2535 ซึ่งกฎหมายนี้มีความไม่ชัดเจนอยู่มาก ทำให้เกิดความเสี่ยงมีผลต่อการจัดหาเงินทุน และสถาบันการเงินคิดอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งที่สุดก็ตกเป็นภาระของผู้บริโภค
ทั้งนี้เสนอว่าในกฎหมายไม่ควรกำหนดวงเงินลงทุนที่เข้าข่ายพรบ.ร่วมทุน ควรให้เป็นอำนาของคณะกรรมการพีพีพี ซึ่งจะ สะดวกในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ในขณะเดียวกันกำหนดเงื่อนไขการคัดเลือกบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาร่วมโครงการของรัฐจะต้องเป็นบริษัทที่เสียภาษีที่ถูกต้อง ซึ่งสามารถที่จะตรวจสอบความสามารถของบริษัทว่าขาดทุนหรือไม่หรือถ้าเป็นบริษัทตั้งใหม่อย่างน้อยบริษัทที่มาถือหุ้นควรมีการจ่ายภาษีที่ถูกต้อง และกำหนดว่าสัญญาร่วมทุนสามารถเป็นหลักฐานการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพื่อลดความเสี่ยงให้กับเอกชนและสามารถจัดเงินต้นทุนถูกได้ รวมทั้งการให้สิทธิภาษีที่ชัดเจนในการดำเนินโครงการด้านสังคม รวมทั้งควรมีเขียนกฎหมายการคุ้มครองคณะกรรมการชุดในกรณีที่มีได้มีความผิดจากการทุจริต
นอกจากนี้ต้องกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทร่วมทุนของรัฐจะต้องจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสได้การกระจายความเป็นเจ้าของให้กับประชาชน และสร้างความเข้มแข็งให้ตลาดทุนไทย แต่คำต้องคำนึงการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เพราะหากต่างชาติเข้ามาถือหุ้นจะทำให้ถูกมองว่าขายสัมบัติให้ต่างชาติ รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการการกระจายงาน(ซับคอนแทรด)ให้กับบริษัทเอสเอ็มอีในประเทศไทย ในกรณีที่มีข้อพิพาทเสนอว่าควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ข้อพิพาท ดีกว่าส่งเรื่องให้คณะกรรมการอนุญาโตตุลาเพราะส่วนใหญ่มีความเสียเปรียบและในที่สุดก็ต้องต้องวส่งฟ้องศาลยุติธรรม ตัดสิน







