
ดอกเบี้ยกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
....เจียรนัย อุตะมะ
ท่านผู้อ่านคงได้ทราบหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงและประกาศอธิบดีกรมสรรพากรจากสรรหามาเล่าฉบับที่แล้วกันไปแล้วนะคะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เข้าใจชัดเจนดีหรือเปล่า สรรหามาเล่าฉบับนี้จะขออธิบายประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อเป็นประโยชน์แก่กรรมการกองทุนที่จะเข้าใจมากขึ้นในการนำไปเขียนหรือแก้ไขข้อบังคับกองทุนให้สอดคล้องกับประกาศอธิบดี และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเงินกองทุนเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีค่ะ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่ากฎกระทรวงกำหนดเฉพาะแนวทาง หลักการ ส่วนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ ให้เป็นไปตามประกาศอธิบดีกำหนด ดังนั้น ในทางปฏิบัติเราจึงควรทำความเข้าใจประกาศอธิบดี ว่ากำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ ไว้อย่างไร เรามาดูกันค่ะ
หลักเกณฑ์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีในประกาศอธิบดีฉบับนี้แตกต่างจากฉบับที่แล้วโดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับกฎกระทรวง 2 ประการ ได้แก่
1.สมาชิกจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่รับจากกองทุนเมื่อสมาชิกมีคุณสมบัติดังนี้ 1) ตายหรือทุพพลภาพ 2) เกษียณอายุตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 3) มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และ 4) ต้องเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกัน จะเห็นว่าหลักเกณฑ์ในข้อนี้ยังคงมีลักษณะคล้ายกับประกาศอธิบดีฉบับก่อนหน้าเพียงแต่มีเงื่อนไขเพิ่มเข้ามาเล็กน้อย
2.สมาชิกจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่ได้รับจากกองทุนเมื่อสมาชิกลาออกจากงาน แต่ยังคงเงินทั้งจำนวนไว้กับกองทุนจนครบกำหนดเวลาเกษียณอายุตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลักเกณฑ์ในข้อนี้เป็นการกำหนดเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนให้มีการออมเงินในระบบอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศและเป็นประโยชน์แก่สมาชิกที่ลาออกจากงานแล้ว แต่ไม่อยากนำเงินออกจากกองทุน หรือย้ายงานแต่ไม่มีกองทุนรองรับ จะได้มีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณนั่นแหละค่ะ
จะขออธิบายในประเด็นสำคัญๆ ดังนี้นะคะ
nเกษียณอายุตาม
“ข้อบังคับกองทุน”จะเห็นว่าหลักเกณฑ์ทั้งสองข้อข้างต้นใช้คำว่า
“เกษียณอายุตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” และ “ครบกำหนดเวลาเกษียณอายุตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ในประกาศอธิบดีฯ ฉบับก่อนใช้คำว่า “เกษียณอายุ” ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจและถือปฏิบัติว่าหมายถึงการเกษียณอายุตามข้อบังคับการทำงานของนายจ้าง โดยในข้อบังคับกองทุนก็มีการกำหนดการสิ้นสมาชิกภาพด้วยเหตุเกษียณอายุหรือเกษียณอายุตามข้อบังคับการทำงาน สำหรับประกาศอธิบดีฉบับนี้เขียนล้อตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง แต่ความหมายก็ยังคงเจตนาไว้เช่นเดิม คือ เกษียณอายุจากการทำงานหรือไม่ได้ทำงานอีกต่อไปแล้ว นั่นก็คือ เกษียณอายุตามข้อบังคับการทำงานหรือข้อบังคับนายจ้างหรือตามที่นายจ้างกำหนดก็แล้วแต่จะเรียกว่าอะไร แต่เหตุผลที่ทั้งกฎกระทรวงและประกาศอธิบดีกำหนดว่า เกษียณอายุตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเพราะเรื่องเทคนิคทางกฎหมายค่ะเป็นที่เข้าใจกันแล้วนะคะ ดังนั้น เพื่อให้ข้อบังคับมีความชัดเจน ป้องกันการโต้แย้งกับสมาชิก ก็ควรเขียนในข้อบังคับกองทุนโดยใช้คำว่า
“เกษียณอายุตามข้อบังคับการทำงานหรือข้อบังคับนายจ้าง” จะสะดวกต่อกรรมการกองทุนไม่ต้องตามแก้ไขข้อบังคับกองทุนหากข้อบังคับการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงเกษียณอายุในภายหลัง สำหรับข้อบังคับกองทุนใดที่ยังกำหนดไม่ชัดเจน เช่น เขียนว่า “สิ้นสมาชิกภาพเพราะออกจากงานไม่ว่าเหตุใด” เป็นต้น และมีข้อสงสัยว่าข้อกำหนดดังกล่าว สมาชิกที่เกษียณอายุได้รับยกเว้นภาษีตามประกาศอธิบดีหรือไม่ ก็ขอแนะนำว่าต้องหารือไปยังกรมสรรพากร แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรแก้ไขใหม่ให้ชัดเจนเป็นเฉพาะเรื่องเกษียณอายุ เพราะการเขียนว่า “ออกจากงานไม่ว่าเหตุใด” ค่อนข้างกว้างอาจหมายรวมถึง ลาออก ถูกไล่ออกด้วยค่ะ นอกจากนั้น ข้อบังคับกองทุนที่เขียนไม่ชัดเจนอาจนำไปสู่การตีความของกรมสรรพากร ซึ่งอาจไม่เป็นประโยชน์กับสมาชิกเท่าใดนักค่ะที่หมดแล้วค่ะ เพิ่งอธิบายได้เพียงประเด็นเดียวเอง แต่ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ถามกันมามากเป็นอันดับหนึ่ง คราวหน้าจะมาอธิบายในประเด็นอื่นๆ ต่อ ติดตามกันให้ได้นะคะ ระหว่างนี้ท่านสามารถอ่านคอลัมน์ FAQ และบทความน่าอ่าน ใน www.thaipvd.com เพื่อจะได้รับคำตอบต่างๆ เกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ







