posttoday
ดอกเบี้ยทยอยสู่ระดับปกติคุมความเสี่ยงเงินเฟ้อ

ดอกเบี้ยทยอยสู่ระดับปกติคุมความเสี่ยงเงินเฟ้อ

02 ธันวาคม 2553

...ศูนย์วิจัยกสิกร

ในวันที่ 1 ธ.ค. 2553 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ด้วยมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย) อีก 0.25% สู่ระดับ 2% โดยแถลงการณ์หลังการประชุมของ กนง. ระบุถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสู่ระดับปกติที่สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น

ขณะที่ การยืนอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำนานเกินไป ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ในอนาคต

ทั้งนี้ มติการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ในรอบนี้ นับได้ว่า เกิดขึ้นเร็วกว่าช่วงเวลาที่ตลาดและนักวิเคราะห์มองไว้เล็กน้อย

ขณะที่ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ย. 2553 ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ ยังคงสะท้อนภาพอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ค่อนข้างทรงตัว แม้จะขยับเพิ่มขึ้นบ้างเพียงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า จากผลกระทบของปัญหาอุทกภัยหลายแห่งกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศไทย แต่มาตรการดูแลราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ มาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล ก็ได้ส่งผลลดทอนแรงกดดันเงินเฟ้อลงบางส่วน

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมประเด็นแวดล้อมของแนวโน้มเงินเฟ้อในปี 2554 ที่อาจมีนัยต่อการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไว้ดังนี้ :

กนง.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสวนทิศทางตลาด แม้อัตราเงินเฟ้อล่าสุดทรงตัว

ง อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท.ปรับเพิ่มขึ้นเป็นรอบที่ 3 จากการประชุม 4 รอบล่าสุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 โดยกนง.มีมติปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.75 เป็นร้อยละ 2.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที

ทั้งนี้ กนง.ยังคงระบุย้ำว่า วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยของไทย ยังคงอยู่ในช่วงของการปรับขึ้นสู่ภาวะปกติเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในระยะข้างหน้า ตลอดจนเพื่อสกัดความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยยืนที่ระดับต่ำเป็นเวลานานเกินไป

สำหรับทิศทางของเงินเฟ้อในปี 2554 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ “อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน” ที่เป็นเครื่องชี้เสถียรภาพทางด้านราคาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ แม้ว่าแรงผลักเงินเฟ้อจากฝั่งอุปสงค์ (DemandPull Inflation) อาจอ่อนกำลังลงจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าก็อาจช่วยบรรเทาแรงผลักเงินเฟ้อจากสินค้านำเข้า (Imported Inflation) ลงบางส่วน แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจเป็นตัวแปรกำหนดทิศทางของเงินเฟ้อในปี 2554 ได้แก่

ปัจจัยหนุนเงินเฟ้อ 2554

1. การปรับเพิ่มค่าจ้าง/เงินเดือนข้าราชการ

2. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์/น้ำมันโลกที่ได้แรงหนุนจากทิศทางเงินดอลลาร์ฯ และสภาพอากาศที่แปรปรวน

3. การสิ้นสุดของมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ, มาตรการดูแลราคาพลังงานและราคาสินค้า

ปัจจัยชะลอเงินเฟ้อ 2554

1. การแข็งค่าของเงินบาท

2. แนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของไทยและโลก

3. การต่ออายุมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ, มาตรการดูแลราคาพลังงานและราคาสินค้า

การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงต้นปี 2554 และการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการในเดือน เม.ย. 2554 สำหรับผลกระทบของการปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) มีกำหนดประชุมพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2554 เพิ่มขึ้น 5% โดยเฉลี่ย ก็อาจส่งผลทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.40.5%

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ในการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงานนั้น อาจจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบอย่างรอบด้านและให้เกิดความสมดุล ทั้งประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานและผลต่อภาคธุรกิจ ซึ่งหากค่าจ้างมีระดับสูงจนธุรกิจที่ตั้งอยู่ในประเทศไม่สามารถแข่งขันได้ ก็อาจส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไปภายนอกประเทศ ซึ่งในท้ายที่สุดก็อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การจ้างงานในประเทศตามมาได้

มาตรการภาครัฐในการบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน มาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานทั้งการตรึงราคาก๊าซ LPG/NGV และการเข้าดูแลราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ ทั้งนี้ มาตรการบรรเทาค่าครองชีพและการตรึงราคาก๊าซ LPG/NGV กำลังจะหมดอายุลงในช่วงสิ้นปี 2553 และเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ตามลำดับ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ และการดูแลราคาพลังงาน (น้ำมัน และก๊าซ LPG/NGV) และราคาสินค้าของรัฐบาล เป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยให้ภาวะค่าครองชีพ และระดับราคาสินค้าผู้บริโภคหลายรายการมีเสถียรภาพ ดังนั้น คงต้องยอมรับว่า การวางแนวทาง (การพิจารณาต่อ/หรือไม่ต่ออายุมาตรการ) สำหรับมาตรการเหล่านี้ ย่อมส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อในปี 2554 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รัฐบาลอาจพิจารณาต่ออายุของบางมาตรการออกไปเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจไทยอาจมีแนวโน้มในทิศทางที่ชะลอลงในปี 2554

ทิศทางราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดโลก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ราคาสินค้าในหมวดอาหารอาจมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่น่าจะยังคงมีแนวโน้มทรงตัวสูง และ/หรือขยับขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1 ปีข้างหน้า ตามความต้องการในตลาดโลก และความเป็นไปได้ที่จะมีปัญหาขาดแคลนในอุปทานผลผลิตเนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในปี 2554 อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 2.54% จากค่าเฉลี่ยคาดการณ์ที่ระดับประมาณ 3.3% ในปี 2553 ขณะที่ หากพิจารณาหักผลของทิศทางราคาอาหารสดและราคาพลังงานออกไป คาดว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ในปี 2554 อาจอยู่ในกรอบประมาณ 1.83% โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานน่าที่จะทยอยปรับสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดของปีในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 โดยเป็นผลจากปัจจัยเรื่องฐานเปรียบเทียบเป็นสำคัญ แม้ว่าในช่วงปีข้างหน้าสถานการณ์การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ น่าที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ตลาดผู้บริโภคอาจตกอยู่ในภาวะที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่นักก็ตาม

“แรงกดดันเงินเฟ้อ” จะมีน้ำหนักมากขึ้นสำหรับโจทย์นโยบายการเงินในปี 2554

ประมาณการเงินเฟ้อปี 2554 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่สะท้อนภาพของการทรงตัวในระดับสูงขยับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นสูงกว่าร้อยละ 2.0 ภายในครึ่งแรกของปี 2554 และมีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องอีกในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 เข้าสู่กรอบบนของเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของธปท.ที่ร้อยละ 0.53.0 ดังนั้น แรงกดดันเงินเฟ้อที่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องดังกล่าว อาจทำให้ ธปท. ยังคงจะต้องให้น้ำหนักกับปัจจัยเงินเฟ้อในการกำหนดจุดยืนเชิงนโยบายการเงินในช่วงหลายเดือนข้างหน้าต่อไป

อย่างไรก็ดี คาดว่า ธปท. น่าที่จะต้องพิจารณาและให้น้ำหนักกับตัวแปรทางเศรษฐกิจอื่นๆ ควบคู่กันไปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรความเสี่ยงในช่วงขาลงของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจในต่างประเทศ (กลุ่ม G3 เอเชีย และจีน) และความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศเมื่อช่วงห่างของอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐกว้างมากขึ้นตามจุดยืนเชิงนโยบายการเงินที่มีความแตกต่างกัน

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า