
แผนอุ้มเอสเอ็มอีฉบับ 2 ล้มเหลว สสว.เข็นฉบับ 3 แก้ตัว
หลังจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประกาศใช้แผนส่งเสริมเอสเอ็มอี ฉบับที่ 2 (ปี 25502554) ปรากฏว่าผ่านไปแล้ว 4 ปี ผลงานกลับไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สสว. ยอมรับว่า ตามแผนตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอีให้อยู่ที่ 42% ของจีดีพีรวมในปี 2554 แต่จีดีพีเอสเอ็มอีในปี 2551 มีสัดส่วนอยู่ที่ 38.1% และปี 2552 หดลงมาอีกเหลือ 37.8% จึงคาดว่าในปี 2554คงจะผลักดันให้ไปถึง 42% น่าจะยาก
ขณะที่การส่งออกของเอสเอ็มอีตั้งเป้าหมายจะให้ขยายตัวได้ไม่น้อยกว่าการขยายตัวของการส่งออกโดยรวม แต่มูลค่าการส่งออกกลับมีอัตราขยายตัวลดลงต่อเนื่อง ปี 2550 ขยายตัว 8.4% ปี 2551 ขยายตัว 7.3% และปี 2552 ติดลบ 6.0% ด้านผลิตภาพการผลิต ตั้งเป้าจะให้เติบโตไม่น้อยกว่าปีละ 3% และผลิตภาพแรงงานให้ขยายตัวไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี แต่ทั้งสองเรื่องนี้ก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายเช่นกัน
สาเหตุทั้งหมดเกิดจากในช่วงเวลาดังกล่าวธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวมาก ทำให้เอสเอ็มอีแจ้งเกิดได้น้อยลง ตลอดจนมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2551 ตามมาด้วยปัญหาการเมือง
นอกจากนี้ เอสเอ็มอีไทยยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนค่อนข้างยาก ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 2 ล้านราย หรือคิดเป็น 70% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้จึงจำเป็นต้องใช้เงินออม และเป็นหนี้นอกระบบ เนื่องจากสถาบันการเงินให้ความสำคัญกับวิธีชำระหนี้ และการค้ำประกันสินเชื่อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงในการปิดกิจการ โดยเฉพาะรายใหม่ที่ทำธุรกิจไม่เกิน 3 ปี
ที่สำคัญขณะนี้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ทำให้ต้นทุนการผลิตของเอสเอ็มอีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ เป็นต้น
ดังนั้น ในการจัดทำร่างแผนการส่งเสริมเอสเอ็มอี ฉบับที่ 3 (25552559) สสว.จะมุ่งเน้นปรับกลยุทธ์เพื่อฟื้นฟูเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการต่อเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งการรวมตัวเป็นเออีซี และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีแบบใหม่ ที่หลายประเทศเตรียมจะใช้เพื่อปกป้องการค้าในประเทศ
“
สสว.ได้ระดมสมองหน่วยงานรัฐและเอกชน 55 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันจัดทำแผนส่งเสริมเอสเอ็มอีฉบับที่ 3 วางเป้าหมายให้เอสเอ็มอีเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ และสร้างความพร้อมของเอสเอ็มอีในการใช้ประโยชน์จากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเออีซี ในปี 2558 เมื่อจัดทำแผนเสร็จจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบต่อไป”ร่างแผนส่งเสริมเอสเอ็มอีดังกล่าวกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 8 เรื่อง คือ 1.การส่งเสริมและพัฒนาบนพื้นฐานเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 2.ส่งเสริมเอสเอ็มอีเข้าสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งรับและขยายโอกาสจากข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ 3.พัฒนาผู้ประกอบการตามระดับการเติบโตของธุรกิจ 4.ส่งเสริมผู้ประกอบการในภูมิภาคให้ขยายตัวอย่างสร้างสรรค์
5.พัฒนาเครือข่ายเอสเอ็มอีเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 6.ยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจรายย่อย 7.สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้การทำธุรกิจให้กับเอสเอ็มอี 8.สร้างภูมิคุ้มกันและบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยลบต่างๆ
“
แผนฉบับที่ 3 มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอีให้มีสัดส่วน 45% ในปี 2559 และรักษาระดับการส่งออกของเอสเอ็มอีให้ขยายตัวปีละ 810% และเพิ่มสัดส่วนการส่งออกของเอสเอ็มอีจาก 31% ของมูลค่าการส่งออกรวม เป็น 35% โดยเอสเอ็มอีจะต้องเข้าถึงตลาดอาเซียนให้เพิ่มมากขึ้น” นายยุทธศักดิ์ กล่าวด้าน นายเชิญพร เต็งอำนวย กรรมการคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้เอสเอ็มอีขยายตัวควบคู่ไปกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อจะได้เกิดการช่วยเหลือกัน ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป จึงควรจะพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น
กลไกที่สำคัญได้แก่ เอสเอ็มอี แต่สัดส่วนเอสเอ็มอีในจีดีพียังน้อย เนื่องจากเอสเอ็มอีเป็นผู้ด้อยศักยภาพ ถ้ามีการเปิดเสรีจะทำให้เอสเอ็มอีล้มหายแน่เพราะเอสเอ็มอีอยู่ในสังคมเสรีไม่ได้
ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเป็นผู้เข้ามาสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง และเต็มที่ เพราะในเวทีการแข่งขันทางการค้าแล้ว ไม่มีทางที่เอสเอ็มอีจะแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างเสมอภาคได้ รวมทั้งจะต้องใช้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เพื่อสร้างกฎเกณฑ์การแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับเอสเอ็มอีเพื่อสร้างแต้มต่อให้กับเอสเอ็มอี ถ้าไม่ดำเนินการเช่นนี้จะเข้าสู่วงจรปลาใหญ่กินปลาเล็กต่อไป
นายสิรินทร์ ปิยพฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การส่งเสริมเอสเอ็มอีให้เติบโตคู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ใช่การกีดกันรายใหญ่ออกจากตลาด แต่รายใหญ่จะต้องปรับแนวทางการทำธุรกิจให้เป็นพี่เลี้ยงเอสเอ็มอีในการผลิตและการหาตลาด และแผนส่งเสริมเอสเอ็มอีที่จะใช้ในปี 2555 ควรจะมีจุดมุ่งหมายนำไปสู่เออีซี ซึ่งขณะนี้ ส.อ.ท.พยายามผลักดันให้เอสเอ็มอีภาคการผลิตรู้จักเออีซีให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น







