
ทีดีอาร์ไอหนุนรีดภาษี ใช้ที่ดินทำธุรกิจบันเทิง
โพสต์ทูเดย์
– ทีดีอาร์ไอเสนอเก็บภาษีกำไรจากการขายที่ดิน และภาษีการใช้ที่ดินเพื่อธุรกิจบันเทิงหารายได้เข้าคลังนายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า รัฐบาลควรเพิ่มการเก็บภาษีที่ดินอีก 2 ประเภท เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจอย่างแท้จริงและเป็นธรรมแก่สังคม คือ การเก็บภาษีจากการใช้ที่ดินผิดประเภท เช่น ที่ดินสำหรับการอยู่อาศัยถูกแปลงไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เปิดเป็นสถานบันเทิง ก็ควรมีการเก็บภาษีเพิ่ม 23 เท่า จะช่วยให้ที่ตั้งของสถานบันเทิงอยู่เป็นสัดส่วนมากขึ้น และยังเป็นประโยชน์ต่อการวางผังเมืองด้วย
นอกจากนั้น ควรมีการเก็บภาษีจากกำไรที่ได้จากการขายที่ดิน (Capital Gain Tax) เพราะที่ผ่านมามีการเก็งกำไรและได้ประโยชน์จากที่ดินที่อยู่โดยรอบโครงการสาธารณูปโภคของรัฐบาล เช่น ที่ดินรอบพื้นที่รถไฟฟ้าที่ราคาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนบางกลุ่มที่ครอบครองที่ดินเท่านั้น
นายอดิศร์ กล่าวว่า การปฏิรูปภาษีที่ดินควรที่จะเกิดขึ้นภายใน 23 ปี แต่ก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนรัฐบาลมีผลทำให้การผลักดันการปฏิรูปภาษีที่ดินขาดความต่อเนื่องแต่ทีดีอาร์ไอยังไม่หมดกำลังใจ และพร้อมที่สนับสนุนให้รัฐบาลปฏิรูปภาษีที่ดินให้สำเร็จโดยเร็ว แม้จะถูกคัดค้านจากผู้ครอบครองที่ดินทุกประเภทก็ตาม
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาหอการค้านักธุรกิจทั่วประเทศมีการหารือร่วมกันที่จะลดปัญหาเหลื่อมล้ำสังคม และหาแนวทางสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น โดยใช้เครือข่ายในต่างจังหวัดและประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการไปจัดทำโครงการหนึ่งบริษัทหนึ่งชุมนุมและโครงการการสร้างรายได้ให้ชาวนาไร่ละ 1 แสนบาท โดยใช้วิธีการบริหารจัดการและความรู้ผสมผสานกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ให้ปลูกผักสวนครัวริมคันนา และเลี้ยงปลาดุก เป็ด และกบในนา เพื่อใช้มูลเป็นปุ๋ย ลดค่าใช้จ่ายการใช้ปุ๋ยและมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งได้ดำเนินการที่อำเภอบางแต้ จ.ขอนแก่น ผลปรากฎว่าซึ่งทำให้อย่างชาวนามีรายได้อย่างต่ำ 2หมื่นบาท ต่อไร่ หรือสูงสุด 1 แสนบาทจากเดิมได้ไร่ละ 5,000บาท
“
เชื่อว่าเศรษฐกิจดีประชาชนก็อยู่ดีกินดี ซึ่งหากดูแลแต่ปัญหาเศรษฐกิจกิจไม่ดูปัญหาสังคม เกิดปัญหาการแตกแยกในสังคมประเทศก็เจิรญไม่ได้ นักธุรกิจก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน”นายดุสิตระบุนายดุสิตกล่าวว่า ในแง่นักธุรกิจจะต้องช่วยกันมาทำการขยายผลโดยให้แต่ละจังหวัดไปดำเนิน จะมีกรรมการหอการค้าแต่ละจังหวัดประสานงาน และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าลงพื้นที่เก็บข้อมูล โดยเชื่อว่าโครงการดังกล่าจะเป็นจุดเริ่มต้นและสามารถว่าขยายผลดครงการได้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความรักและเอื้อาทร ซึ่งจะ ทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งเจริญเติบ และนักธุรกิจมีโอกาสที่จะขายสินค้ามากขึ้น
นายสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานเครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับ คุณภาพของคน คุณภาพการศึกษา และค่านิยมที่ถูกต้อง ทั้งนี้เชื่อว่าปัญหารายได้มีปัญหาน้อยปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งความเหลื่อมล้ำคือความไม่เป็นธรรมซึ่งจะมีแรงต่อต้านและอันตรายมากกว่า







