
สนพ.เตรียมปรับแผนพีดีพีเป็นระยะ 20 ปี
โพสต์ทูเดย์- สนพ.ปรับแผนพีดีพีครั้งที่ 3 มองยาวกำหนดเป็นแผนระยะ 20 ปีจากเดิม 15 ปี มั่นใจไทยยังต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือก
โพสต์ทูเดย์- สนพ.ปรับแผนพีดีพีครั้งที่ 3 มองยาวกำหนดเป็นแผนระยะ 20 ปีจากเดิม 15 ปี มั่นใจไทยยังต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือก
นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการส่วนไฟฟ้า สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ทางสนพ.จะสามารถประกาศแผนกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) ซึ่งเป็นการทบทวนครั้งที่ 3 ได้ในปลายเดือนม.ค.นี้ โดยจะกำหนดเป็นแผนระยะ 20 ปี ตั้งแต่ 2553-2573 จากเดิมที่กำหนดเป็นแผน 15 ปี สิ้นสุดในปี 2564 เนื่องจากต้องการวางแผนการผลิตไฟฟ้าในระยะยาวมากขึ้น ทำให้เห็นภาพความมั่นคงด้านพลังงาน
ทั้งนี้รายละเอียดของแผนพีดีพีส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนไปจากแผนเดิมมากนัก โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่จะต้องเข้าระบบในปี2556-2558 เช่นโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมทั้งโรงไฟฟ้าของเอกชน 4 ราย ต้องดำเนินไปตามแผนที่กำหนดไว้ ในขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จำนวน 2 แห่ง แห่งละ 1,000 เมกะวัตต์ ยังมีความจำเป็นต้องจัดเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า โดยจะเริ่มเข้าระบบในปี 2563 และปี 2564
“การทบทวนแผนพีดีพีรอบนี้ จะกำหนดไว้เป็นแผน 20 ปี ซึ่งยาวกว่าแผนเดิมก่อนหน้านี้ที่กำหนดไว้ 15 ปี เพื่อให้เห็นภาพทิศทางพลังงานของประเทศในระยะไกล แต่จะมีการทบทวนแผนทุกๆปี ให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”นายเสมอใจ กล่าว
นายสมบูรณ์ อารยะสกุล รองผู้ว่าการพัฒนา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)กล่าวว่า แผนพีดีพีของประเทศยังต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงาน แม้ขณะนี้การจัดหาพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าจะมีปัญหาการทำความเข้าใจกับมวลชน ซึ่งต้องใช้เวลาในการให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง เพราะไทยไม่สามารถพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติได้เพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไป
อย่างไรก็ตามจะพยายามไม่เลื่อนโรงไฟฟ้าทั้ง 2 ประเภท เข้าระบบ หลังจากที่เคยเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะเป็นห่วงในเรื่องกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศจะต้องสอดคล้องกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าด้วยเนื่องจากเศรษฐกิจ***สำหรับความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ที่จ.นครราชสีมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จะเสร็จภายในเดือนม.ค. และจะสามารถเปิดขายซองประกวดราคาให้เอกชนที่สนใจตั้งโรงไฟฟ้ากังหันลมได้ในเดือนก.พ. นี้ ซึ่งยอมรับว่าการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในปัจจุบันต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะองค์กรเอกชน(เอ็นจีโอ) ที่ยังเป็นห่วงในเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม อย่างกรณีของโรงไฟฟ้าพลังงานลมก็ยังถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่ โดยให้เหตุผลว่าเกิดมลพิษทางเสียง







