
ศรีไทยทุ่มพันล้านลงทุนโรงงานในอินเดีย
ศรีไทยซุเปอร์แวร์ วางแผนลงทุนปีหน้า 1,100 ล้านบาท แบ่งเป็น 250 ล้านบาท ลงทุนสร้างโรงงานผลิตภาชนะพลาสติกในประเทศอินเดีย และขยายกำลังการผลิตในประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 6,700 ล้านบาท
ศรีไทยซุเปอร์แวร์ วางแผนลงทุนปีหน้า 1,100 ล้านบาท แบ่งเป็น 250 ล้านบาท ลงทุนสร้างโรงงานผลิตภาชนะพลาสติกในประเทศอินเดีย และขยายกำลังการผลิตในประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 6,700 ล้านบาท
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เปิดเผยว่า ปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะลงทุนเป็นเงิน 1,100 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนสร้างโรงงานผลิตภาชนะหรือ เมลามีน ในประเทศอินเดีย 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นเฟสแรกที่จะมีกำลังการผลิตประมาณ 100 ตันต่อเดือน และในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 250 ตันต่อเดือน โดยจะต้องดูการตอบรับจากชาวอินเดีย
ส่วนงบลงทุนอีก 850 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในการขยายกำลังการผลิตภาชนะ หรือ เมลามีน เช่น ค่าเครื่องจักร แม่พิมพ์ และอุปกรณ์สำนักงาน ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะขยายไลน์สินค้าในกลุ่มเมลามีนให้มีรูปแบบไลฟ์สไตล์มากขึ้น เช่น มีสีสันสดใส และมีรวดลาย รวมถึงการขยายโรงงานการผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสำเร็จรูป อาหารแช่เย็น และอาหารพร้อมรับประทาน หรือ เรดดี้ ทู อีสต์ ที่บริษัทดำเนินการร่วมกับหลายบริษัทผู้ผลิตสินค้าพร้อมรับประทาน เช่น ซีพี, สุรพล ฟู้ด เป็นต้น
สำหรับแผนการลงทุนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตฝาเกลียวสำหรับขวดน้ำพลาสติกในประเทศเวียดนามด้วยงบลงทุน 150 ล้านบาท เพื่อส่งออกไปยังประเทศฟิลลิปปินส์ และขายภายในประเทศเวียดนาม โดยจะทำให้โรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตที่ 2,000 ล้านฝา จาก 600 ล้านฝา ในปัจจุบัน
“นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตฝาเกลียวสำหรับขวดน้ำพลาสติกในประเทศอินเดีย คาดว่าภายใน 2 – 3 ปี จะเห็นความชัดเจนในการลงทุน โดยบริษัทได้รับสิทธิบัตรการใช้เทคโนโลยีการผลิตฝาเกลียวและจัดจำหน่ายใน 14 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิค เช่น มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ ลาว พม่า นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เป็นต้น
จากบริษัท ยูนิเวอร์แซล โคลสเชอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2551 และปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าที่ใช้ฝาเกลียวของบริษัท เช่น โค้ก, แป๊ปซี่, อาเจ บิ๊กโคล่า เป็นต้น” นายสนั่น กล่าวเพิ่มเติม
นายสนั่น เผยต่อว่า รายได้ของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 5,700 ล้านบาท ส่วนในปีหน้าบริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 6,700 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากสินค้าประเภทพลาสติก 4,000 ล้านบาท เมลามีน 2,200 ล้านบาท สินค้าขายตรงประเภทอาหารเสริม แบรนด์ เอสเนเจอร์ และอื่นๆ 500 ล้านบาท
ทางด้าน สินค้าขายตรงประเภทอาหารเสริม บริษัทกำลังจะเซ็นสัญญากับ บริษัท ยินตัน เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงบริษัทกำลังมองหาทางที่จะขยายสินค้าขายตรงเข้าไปยังประเทศพม่า หลังจากทดลองนำสินค้าไปวางจำหน่ายและได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวพม่าเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศพม่า
และค่าเงินนิ่งแล้วบริษัทจะเข้าไปแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และตั้งออฟฟิศในประเทศพม่า
ทั้งนี้ ในเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น บริษัทได้รับผลกระทบและขาดทุนเป็นเงินประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทมากนัก และในปีหน้าบริษัทคาดว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีก โดยมองอย่างเลวร้ายที่สุดอยู่ที่ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และบริษัทได้เตรียมซื้อเงินล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว







