posttoday
แนวโน้ม เดือน ธ.ค

แนวโน้ม เดือน ธ.ค

30 พฤศจิกายน 2553

.....สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่านอีกเพียง 5 สัปดาห์ก็จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้วครับ ซึ่งถือว่าไม่นานเลยสำหรับนักลงทุนที่เตรียมตัวเพื่อการหยุดพักผ่อนหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งปี ส่วนนักลงทุนที่กำลังจดๆ จ้องๆ ที่จะซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็อย่าลืมจนเลยเวลานะครับ สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นในช่วงนี้คงไม่มีเรื่องไหนร้อนแรงเกิน “ปัจจัยการเมือง”

สถานการณ์การเมืองนั้นกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง เพราะมีหลายประเด็นทั้งคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติยกคำร้องในกรณีข้อหาการใช้เงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท เนื่องจากกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงไปทันที โดยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่เหลือ คือ กรณีรับเงินบริจาคจากทีพีไอ 258 ล้านบาท คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงเดือน ก.พ. 2554

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป ได้แก่ การชุมนุมของทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) วันที่ 11 ธ.ค. และการเลือกตั้งซ่อม 5 เขต (กทม.1 อีสาน 3 และภาคกลาง 1) ในวันที่ 12 ธ.ค. ซึ่งเหมือนเป็นการซ้อมใหญ่การเลือกตั้ง ส่วนการชุมนุมของกลุ่ม (พธม.) ในครั้งนี้เพื่อเรียกร้อง 2 ประเด็น คือ ต้องการให้ถอนร่างเจบีซี (กรณีไทยกัมพูชา) และการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเกี่ยวกับการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ส่วนท่าทีของคนเสื้อแดงยังคงต้องติดตามต่อไป

ประเด็นการเมืองที่สำคัญจริงๆ ผมคิดว่า คือ การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งคาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันจะหมดวาระเดือน ธ.ค. 2554 ดังนั้น การเลือกตั้งใหม่ หรือการยุบสภา จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อตลาด แต่สิ่งที่ตลาดจะหันมาให้ความสนใจ คือ บรรยากาศการเลือกตั้งใหม่ว่าพรรคไหนจะเป็นแกนนำมากกว่า และปัจจัยการเมืองจะดำเนินต่อไปจนถึงไตรมาส 1/2554 เป็นอย่างน้อย แต่ผมยังคงมองโลกในแง่ดีว่าไม่ใช่เรื่องที่นักลงทุนต้องกังวลมากนัก เพียงแต่ต้องติดตามใกล้ชิดเท่านั้น

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นเดือน ธ.ค.นั้น หากประเมินจากสถิติต้องยอมรับว่าตั้งแต่ปี 2541 หรือ 12 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นในเดือน ธ.ค. ปรับตัวขึ้น 8 ปี โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 34% จากเดือน พ.ย. หรืออาจเรียกว่าเกิด December Effect ก็ว่าได้

ทั้งนี้ หากพิจารณาย้อนหลังไป 3 ปี( 25502552) ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ พบว่า หุ้นไทยดีขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปี 25512552 เพิ่มขึ้นถึง 12% และ 7% เทียบกับเดือน พ.ย. ตามลำดับ ส่วนปี 2550 ซึ่งมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค. พบว่า ดัชนีในสัปดาห์หลังเลือกตั้งขึ้น 5.46%

สถิติอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นเทียบเดือนต่อเดือนในระหว่างปี 25412552

ข้อมูลต่อมา คือ สถิติการซื้อขายสุทธิในช่วงเดือน ธ.ค. พบว่า นักลงทุนสถาบันในประเทศโดยส่วนใหญ่มีการซื้อสุทธิ โดยเฉพาะในช่วงปี 25492552 โดยมีมูลค่าซื้อสุทธิเฉลี่ย 1.3 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าส่วนใหญ่เป็นผลจากเม็ดเงินจากกองทุน LTF และ RMF

ด้านพฤติกรรมของนักลงทุนต่างประเทศนั้น พบว่า มักจะเป็นผู้ขายสุทธิในเดือน ธ.ค.ของทุกปี โดยเฉพาะในช่วง ปี254952 โดยมีมูลค่าขายเฉลี่ย 1.6 หมื่นล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2553 นั้น ผมคิดว่า ตลาดยังคงติดตามตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ของจีน เพราะมีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของจีน ทั้งนี้ตลาดคาดว่า เงินเฟ้อของจีนจะเพิ่มขึ้นถึง 5% ในเดือน พ.ย. แต่จะเริ่มอ่อนตัวลงในเดือน ธ.ค. ทำให้ธนาคารกลางจีนอาจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เป็นไปได้ ส่วนปี 2554 นั้น ผมเห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ยังคงประเมินตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยของจีนที่ 3% ซึ่งหมายความว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของจีนในปี 2554 มีโอกาส แต่น่าจะค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะลดความกังวลของตลาดลง ส่วนการปรับขึ้นอัตราส่วนเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์นั้น ปัจจุบันอัตราส่วนเงินสำรองอยู่ที่ 18% ถือว่าเป็นระดับสูงสุดแล้ว แนวโน้มคาดว่าแนวโน้มน่าจะลดลง

สำหรับประเด็นวิกฤตหนี้ยุโรป คาดว่าระยะสั้นจะผ่อนคลายลง หลังจากไอร์แลนด์ได้รับเงินช่วยเหลือ 8.5 หมื่นล้านยูโร นานถึง 7 ปีครึ่ง ซึ่งทำให้ทางยุโรปต้องยืดอายุเงินช่วยเหลือให้กรีซด้วย สิ่งที่น่าสนใจ คือ มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกลุ่มประเทศในยุโรปอย่างเบ็ดเสร็จ คาดว่าน่าจะมีความชัดเจนสัปดาห์นี้ กรณีข้อพิพาทระหว่างเกาหลีเหนือใต้ คาดว่าจะจบลงด้วยการเจรจา โดยมีจีนเป็นคนกลาง

สุดท้าย คือ แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งดีขึ้นโดยหลังจากประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3 เสร็จสิ้นแล้วพบว่า กำไรสุทธิต่อหุ้นของตลาดในปัจจุบันอยู่ที่ 67.80 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นการรวมกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2552 ไว้ด้วย โดยหากนำกำไรสุทธิไตรมาส 4/2553 เข้าไปแทน คาดว่ากำไรสุทธิต่อหุ้นสำหรับปี 2553 จะอยู่ที่ประมาณ 70 บาทส่วนกำไรสุทธิปี 2554 ทาง Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 85 บาท เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 82 บาท ในช่วงเดือน ต.ค. นักลงทุนสามารถสบายใจได้ว่าในปี 2554 จะยังคงเติบโตได้ 20% ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทย อาจจะเติบโตเพียง 45% ก็ตาม

กลยุทธ์การลงทุน “ถือเงินสดเพิ่มขึ้น และรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด ผมกำลังจะบอกว่าตลาดยังคงมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ในเดือน ธ.ค. แต่สำหรับไตรมาส 1/2554 มีปัจจัยกดดันจากการเมือง ซึ่งมีโอกาสที่ดัชนีจะเคลื่อนไหวต่ำกว่า 1,000 จุด ดังนั้น นักลงทุนจึงควรเตรียมพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม โดยควรถือเงินสดเพิ่มขึ้นบ้างเพื่อรองรับความผันผวนของพอร์ต รวมถึงซื้อลงทุนในหุ้นที่ปลอดภัยและหุ้นที่มีเงินปันผลรองรับ

ทั้งหมดเป็นความเห็นของผมเองครับ

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล