
ปชป.รอดหุ้นวิ่งหาเป้า1,050
การเมืองนิ่งต่างชาติยกไทยเท่าเอเชียผลวิจัยชี้เล่นหุ้นฮอตเจ๊งมากกว่ากำไร
โพสต์ทูเดย์
— หุ้นเฮ! ปชป.รอดตามคาด ไล่ดัชนีพุ่ง 17 จุด ทรีนีตี้คาดมีโอกาสทะยานหาจุดสูงสุดของปีนี้ 1,050 ทริสฯ เผยผลสำรวจ นักลงทุนนิยมเล่นหุ้นยอดนิยมมักเจ็บตัวตลาดหุ้นไทยสวิงแรงวันเดียว 25 จุด ตอนเช้าร่วงแรง 7.99 จุด ลงไปต่ำสุดแถว 991.71 จุด สุดท้ายปิดที่จุดสูงสุดของวันที่ 1,009 จุด บวก 17.29 จุด คิดเป็น 1.74% ด้วยมูลค่าการซื้อขายบางตา 30,193 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายต่อ 834 ล้านบาท แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษายกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็ตาม
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องคดียุบ ปชป. ว่า น่าจะเป็นจิตวิทยาเชิงบวกกับตลาดหุ้น ซึ่งเห็นชัดเจนหลังข่าวออกสู่ตลาดในช่วงบ่าย ส่งผลให้ดัชนีพุ่งขึ้นทันที 12 จุด เพราะคำตัดสินทำให้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจและวางแผนในการทำธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้น
“
ผลตัดสินออกมาอย่างนี้ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่มีส่วนลดในสายตาต่างชาติ ซึ่งปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่พี/อี 11 เท่า ต่ำกว่าหุ้นต่างประเทศมีค่าพี/อีที่ 13 เท่า ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พี/อีของตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเท่ากับตลาดหุ้นต่างประเทศแล้ว” นายจรัมพร กล่าวนายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กล่าวว่า ผลออกมาอย่างนี้ช่วยคลายความไม่แน่นอนทางการเมืองลงไปได้ และนักลงทุนจะกลับมาพิจารณาปัจจัยพื้นฐานที่ดี และสภาพคล่องที่เข้ามามากทำให้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปหาจุดสูงสุดของปีนี้ที่บริเวณ 1,050 จุด
“
ผมยังชอบหุ้นธนาคารพาณิชย์ เพราะกำไรที่ดีมาจากการที่สินเชื่อเติบโต ส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยไม่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเลย ขณะที่หุ้นบริษัท ปตท. ราคาเข้าใกล้เป้าหมายที่ต่างชาติให้แล้ว” นายวิศิษฐ์ กล่าวนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอผลสำรวจพฤติกรรมของนักลงทุนบุคคลที่เน้นการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย ในช่วงวันที่ 11 ส.ค.5 ต.ค. 2553 ซึ่งเป็นการสำรวจแบบเผชิญหน้าของนักลงทุนจำนวน 215 คน มีมูลค่าการลงทุน 1 แสน10 ล้านบาท ว่า พฤติกรรมการลงทุนที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ หรือเพิ่มโอกาสในการทำกำไร นักลงทุนจะต้องศึกษาหาความรู้ก่อนเข้าลงทุน และจะต้องกำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้ และจะต้องทำให้ได้ตามแนวทางและแผนที่กำหนด
“
นักลงทุนจะต้องทยอยซื้อหลักทรัพย์ และในช่วงหุ้นขาขึ้นไม่ควรซื้อขายบ่อยจนเกินไป ซึ่งหากทำได้อย่างนี้โอกาสที่จะมีกำไรก็เป็นไปได้สูง เช่น นักลงทุนที่วางแผนจะมีโอกาสได้กำไรสูงถึง 82% แต่หากไม่วางแผนจะมีกำไรเพียง 18% ขณะเดียวกันหากวางแผนโอกาสจะขาดทุนมีเพียง 41% และไม่วางแผนจะขาดทุนสูงถึง 59%” นายสันติ กล่าว“
หากนักลงทุนใช้ข้อมูลเพียงด้านใดด้านหนึ่ง และใช้ข่าวลือ จะทำให้มีปัญหาในการลงทุนได้ รวมถึงการเข้าลงทุนในหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายมากจะมีโอกาสขาดทุนมากกว่ามีกำไร ซึ่งจากการสำรวจนั้นพบว่ามีโอกาสขาดทุนสูงถึง 54% และมีโอกาสจะมีกำไรเพียง 38% เท่านั้น แต่หากซื้อหุ้นเพิ่มเมื่อดัชนีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากพื้นฐานเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โอกาสจะมีกำไรสูงถึง 79% และมีโอกาสขาดทุน 65%” นายสันติ กล่าว






