
ดัชนีผลผลิตอุตฯตค.ลดลง
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนต.ค.2553 ปรับตัวลดลง 4.91% จากเดือนก.ย. มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 64.11%
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนต.ค.2553 ปรับตัวลดลง 4.91% จากเดือนก.ย. มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 64.11%
นายสมชาย หาญหิรัญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนต.ค. 2553 อยู่ที่ระดับ 191.57 ปรับตัวลดลง 4.91% จากเดือนก.ย. ที่ค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 201.45 มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยรวม 64.11% โดยมีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นตัวฉุดการผลิตให้ลดลง
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจะปรับลดการผลิตลงในช่วงเดือนแรกของไตรมาส และอยู่ในช่วงการจัดทำคำสั่งซื้อใหม่ ถือเป็นรอบการผลิตของสินค้า โดยกลุ่มฮาร์ดดิสไดร์ฟ การผลิตปรับลดลง 16.8% วิทยุโทรทัศน์ ปรับลด 30% ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็น 20% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เมื่อตัวเลขปรับลดลงจึงมีผลต่อตัวเลขโดยรวมค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเหล็ก ที่การผลิตปรับตัวลดลง เนื่องจากขณะนี้มีการสต๊อกสินค้ามาก รวมถึงการผลิตแผลวงจรไฟฟ้าก็ปรับตัวลดลง 2.2% เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนค่าดัชนีจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.24% โดยมีอุตสาหกรรม ที่สำคัญได้แก่ การผลิตรถยนต์-รถจักรยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ เม็ดพลาสติก เป็นต้น มีการผลิตที่ขยายตัวค่อนข้างมาก
สำหรับการผลิตรถยนต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตและจำหน่ายรถยนต์เพิ่มขึ้น 21.4% และ 22.3%ตามลำดับ ขณะที่ การผลิตรถจักรยานยนต์ มีทิศทางการขยายตัวที่สอดคล้องกัน โดยยอดการผลิตและจำหน่ายเพิ่มขึ้น 13.4%และ 11.0% ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจของโลกและของประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น สำหรับตลาดภายในประเทศได้รับผลดีจากค่ายรถยนต์ต่างมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ออกมาเสนอเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวได้ดีจึงส่งผลให้เกษตรกรมีกำลังซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น
การผลิตเครื่องปรับอากาศ การผลิตเพิ่มขึ้น 39.6%และจำหน่ายเพิ่มขึ้น 30.0% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวผู้ประกอบการได้ส่งสินค้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ นอกจากนี้ปัจจัยหนึ่งเอื้อต่อการขยายตัว คือ การยกเว้นภาษีสรรพสามิตแอร์เป็น 0% จากเดิม 15%
การผลิตเม็ดพลาสติก มีการผลิตและจำหน่ายเพิ่มขึ้น 23.2%และ17.7% ตามลำดับ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว จึงมีความต้องการใช้เม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ บรรจุภัณฑ์พลาสติกต่างๆ รวมทั้งเครื่องใช้ในครัวเรือน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการเพื่อรองรับความต้องการที่มีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ขณะนี้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในระดับที่ดี ดัชนีด้านการผลิตจึงอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งผลจากการที่เงินบาทแข็งค่าคาดว่าน่าจะและเห็นผลได้ชัดต่อภาคการผลิตในช่วงไตรมาส 1 ของปีหน้า เนื่องจากเป็นรอบของคำสั่งซื้อใหม่ แต่คิดว่าคงจะกระทบไม่มากนัก เนื่องจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกลงอยู่แล้ว” นายสมชาย กล่าว







