
หอการค้าประเมินเศรษฐกิจปีหน้า
หอการค้าประเมินปีหน้าบาทแข็ง 26-27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ น้ำมันพุ่ง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งออกขยายตัวเหลือ 8% เศรษฐกิจไทยโต 4% มีการบริโภคในประเทศและท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
หอการค้าประเมินปีหน้าบาทแข็ง 26-27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ น้ำมันพุ่ง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งออกขยายตัวเหลือ 8% เศรษฐกิจไทยโต 4% มีการบริโภคในประเทศและท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนา เรื่อง “ค้นทางเลือก หาทางรอดกลางวิกฤตธรรมชาติยุคบาทแข็ง” ว่า ในปี 2554 คาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนไปอยู่ที่ระดับ 26-27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางอยู่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ซึ่งอาจจะส่งให้เศรษฐกิจโลกในปีหน้าขยายตัวได้เพียง 2% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 3-4%
ทั้งนี้ จากการที่ค่าเงินบาทอยู่ในระดับแข็งค่ามากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงการส่งออกของไทยในปี 2554 ได้ โดยคาดว่าไทยจะมีอัตราการขยายตัวจากการส่งออกเพียง 8% จากเดิมที่คาดไว้ที่ระดับ 10-13% ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ปีหน้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) น่าจะขยายตัวที่ระดับ 4% จากเดิม 3.5-5% โดยมีการบริโภคในประเทศ และการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม แทนการส่งออก
ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท รวมถึงออกมาตรการสกัดการเก็งกำไร โดยใช้มาตรการด้านภาษี ขณะเดียวกันต้องเร่งการออกไปลงทุนต่างประเทศ รวมถึงดูแลผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องมีการประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด โดยผู้บริหารต้องหันมาใช้เทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสาร ทำความเข้าใจกับตลาดที่กำลังจะขยายตัวไปเป็นตลาดระดับภูมิภาค ดูแลต้นทุนการผลิตอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเปรียบเทียบต้นทุนกับคู่แข่งด้วย ว่ายังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้หรือไม่
นายทศพล วังศิลาบัตร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอยุธยา และกรรมการผู้บริหารสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือในขณะนี้ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายร่วมกัน การพัฒนาด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อนำเงินมาปรับปรุงเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเข้าถึงตลาด และต้องการให้มีการเพิ่มทักษะแรงงานให้มากขึ้น
ตลอดจนรัฐบางต้องเร่งเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายของธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถเติบโตได้ตามบริษัทขนาดใหญ่ แต่ทำธุรกิจเพียงลำพัง รวมทั้งปรับโครงสร้างทางภาษีที่เอื้อต่อการทำธุรกิจสำหรับเอสเอ็มอี
นายวุฒิชัย ดวงรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมสรุปผลกระทบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมกับเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ ให้กับผู้ประกอบเอสเอ็มอี เพิ่มเติม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงตั้งเป้าการส่งออกปีหน้าอยู่ที่ 10% หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ







