posttoday
การเตรียมความพร้อม รับเขตการค้าเสรี (12)

การเตรียมความพร้อม รับเขตการค้าเสรี (12)

25 พฤศจิกายน 2553

....นคร สังขรัตน์ 

....นคร สังขรัตน์ 

หลังจากที่ไทยได้จัดทำ FTA กับประเทศต่างๆ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน) ทำให้การค้าระหว่างไทยกับประเทศดังกล่าวขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการค้ารวมของไทยในระยะ 9 เดือน ม.ค.ก.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 36.8% จากมูลค่า 202,622.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 277,143.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกรวม 31.1% จากมูลค่า 109,213.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 143,144.8 ล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้ารวม 43.5% จากมูลค่า 93,408.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 133,999.1 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเกินดุลคิดเป็นมูลค่า 9,145.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 15,804.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2553 (ม.ค.ก.ย.) ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับประเทศคู่เจรจา FTA ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย เปรู อาเซียน และบิมสเทค โดยในด้านมูลค่าการส่งออก ไทยมีการส่งออกไปยังประเทศที่มีการจัดทำ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และบิมสเทค ในขณะที่เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของการส่งออกสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ เปรู (288.04%) นิวซีแลนด์ (46.00%) อาเซียน (35.32%) อินเดีย (33.60%) และจีน (30.91%)

ในด้านการนำเข้า ไทยมีมูลค่าการนำเข้าจากประเทศที่มีการจัดทำ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น อาเซียน จีน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย โดยเมื่อพิจารณาในแง่อัตราการเติบโตของการนำเข้าสูงสุด ได้แก่ เปรู (124.52%) ญี่ปุ่น (53.77%) นิวซีแลนด์ (50.26%) เกาหลีใต้ (47.28%) และออสเตรเลีย (43.05%)

การเจรจาเขตการค้าเสรีของไทยกับอินเดีย นับเป็นการทำ FTA แรกที่เริ่มมีการลดภาษีระหว่างกัน โดยเริ่มจากในเดือน พ.ย. 2544 ที่มีการจัดตั้งคณะเจรจาร่วมไทยอินเดีย (Joint Negotiating Group : JNG) เพื่อจัดทำกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีไทยอินเดีย (Framework Agreement) เริ่มลงนามในวันที่ 9 ต.ค. 2546 และสามารถสรุปผลในการเริ่มลดภาษีได้ในวันที่ 1 ก.ย. 2547 โดยเป็นการลดและยกเลิกภาษีสินค้าบางส่วน (Early Harvest Scheme : EHS) 82 รายการ และหลังจากนั้นในวันที่ 1 ก.ย. 2549 ลดภาษีเป็น 0% ครอบคลุมสินค้า เช่น เงาะ ฯลฯ

สำหรับจุดแข็งของการจัดทำ FTA ไทยอินเดีย อาทิ ลักษณะตลาดอินเดียที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 1,000 ล้านคน (ในจำนวนนี้เป็นประชากรระดับกลางถึงระดับสูงที่มีกำลังซื้อประมาณ 300 ล้านคน) การเติบโตของการส่งออกมากกว่า 30% ไทยได้ประโยชน์ค่อนข้างชัดเจนจากการเปิด EHS กับอินเดีย โดยเกินดุลการค้ากับอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มสินค้า 82 รายการ ผู้ส่งออกสินค้า EHS 82 รายการของไทยใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ EHS ไทยอินเดีย ในสัดส่วนที่สูง อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ ไอทีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสารและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ โลหะอื่นๆ ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม

จุดอ่อนของการจัดทำ FTA ไทยอินเดีย ได้แก่ ผู้ประกอบการไทยจะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตจากอินเดียที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่า อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ อุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือทำด้วยโลหะ ผู้ผลิตเครื่องกำเนิดไอน้ำ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่ม กลุ่มเคมีภัณฑ์ขั้นปลาย เครื่องสำอาง เครื่องหอม และสิ่งปรุงแต่ง และผู้ผลิตสบู่ วัสดุซักฟอกสังเคราะห์ แชมพู สีน้ำมันตกแต่งอาคาร สารกำจัดศัตรูพืช แมลง ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม น้ำยาฆ่าเชื้อโรค และยาดับกลิ่น

นอกจากนี้ การจัดทำ FTA ระหว่างไทยอินเดีย ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคจากความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ กฎหมาย ระบบภาษี พิธีการศุลกากรของอินเดีย รวมทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจ การเมืองการปกครองแบบมณฑล/แคว้น เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของไทย ข้อจำกัดของไทยในการส่งออกที่ทำให้ไม่เกิดความสะดวกในการส่งออก เช่น การขายในอินเดียเป็นแบบ Door to Door ต้องอาศัยนักธุรกิจที่เป็นคนอินเดีย และการคมนาคมขนส่งที่ยังไม่ค่อยสะดวก กระแสต่อต้านจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เกรงว่าหากข้อตกลง FTA ไทยอินเดีย มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ จะทำให้สินค้าที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ผลิตได้ต้องแข่งขันกับสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากไทย

อย่างไรก็ตาม การจัดทำ FTA ไทยอินเดีย ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกในประเทศภาคีสามารถนำเข้าวัตถุดิบที่มีถิ่นกำเนิดจากสมาชิกอาเซียนได้อีกด้วย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ